บนถนนผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงอึกทึกดังไม่ขาดสาย
เงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากตรอกข้างทาง
หลิวซาน
เขาสวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีเทา ใบหน้าซูบผอมยิ่งกว่าแต่ก่อน โหนกแก้มแทบจะปูดออกมา
ทว่าดวงตาเรียวสามเหลี่ยมคู่นั้นกลับไม่มีแววอ่อนล้าแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันสว่างวาบจนน่าขนลุก พอเห็นฟางซิวก็รีบรี่เข้ามาหาอย่างประจบประแจง ราวกับสุนัขที่เห็นเจ้านาย
“นายท่าน!”
หลิวซานกดเสียงต่ำ ทว่าความตื่นเต้นที่ซ่อนอยู่แทบปิดไม่มิด
เขาค้อมตัวลง สีหน้าประจบสอพลอแทบจะกระดิกหางได้อยู่แล้ว
ฟางซิวปรายตามองเขา
“โม่สวินโยวอยู่ที่จุดบัญชาการของลัทธิอู๋เซิงในเวลานี้ กำลังพบปะผู้มีอำนาจระดับสูงทั่วเมืองหาวโจว”
หลิวซานขยับเข้าไปกระซิบข้างหูฟางซิว น้ำเสียงทั้งเบาและเร่งร้อน
“เมืองหาวโจวแห่งนี้ตกเป็นเมืองขึ้นของลัทธิอู๋เซิงไปแล้วอย่างลับ ๆ”
ฟางซิวยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
กล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้เชียว?
แม้แต่เขายังอดประหลาดใจไม่ได้
พื้นที่ทั้งเมือง ตั้งแต่เจ้าเมืองไปจนถึงแม่ทัพใหญ่ ตลอดจนตระกูลใหญ่และสำนักต่าง ๆ ล้วนถูกลัทธิอู๋เซิงควบคุมไว้หมด
นี่ไม่ใช่กองโจรภูเขาที่ก่อเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นเมืองเอกของแคว้นอย่างแท้จริง
อำนาจของลัทธิอู๋เซิงแผ่ขยายไปไกลกว่าที่เขาคาดคิดไว้เสียอีก
“สำนักมีความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ทั่วมรรคาอวี้ซาน แต่ข้ามีฐานะต่ำต้อยเกินไป จึงไม่รู้แผนการที่แน่ชัด”
หลิวซานเสริม สีหน้าเจือแววละอายอยู่บ้าง
ฟางซิวพยักหน้า ไม่ได้ใส่ใจ
