องค์หญิงหย่าเหอได้ยินไทเฮากล่าวต่อหน้าเว่ยฝูถึงเรื่องที่นางเสียความบริสุทธิ์ ก็โกรธจนแทบกระอักเลือดสลบไป นี่คือความอัปยศของนาง และเป็นบาดแผลที่ไม่อาจลบล้างได้ชั่วชีวิต
แต่นางมิกล้าต่อว่าไทเฮาอันใด เกรงว่าจะทำให้ไทเฮาขุ่นเคือง ได้แต่เฝ้ามองเว่ยฝูอย่างระมัดระวัง หวาดกลัวว่าเว่ยฝูจะเผยแววรังเกียจนาง
มารดาที่ไร้ความบริสุทธิ์ สตรีที่ไร้ความบริสุทธิ์…
เว่ยฝูได้ฟังคำของไทเฮา ก็ผงกศีรษะไม่หยุด “ถูกต้อง ๆ ไล่ชายขี้เหร่คนนั้นไปเสีย ฝูเอ๋อร์ไม่ชอบเขา ไม่ต้องการให้เขาเป็นพ่อของข้า ฝูเอ๋อร์ก็บอกกับท่านแม่เช่นนี้ ให้ท่านแม่หาพ่อที่รูปงามคนใหม่ให้ฝูเอ๋อร์”
“แต่ว่า ท่านยาย หนุ่มงามคืออะไรหรือ เป็นเส้นก๋วยเตี๋ยวชนิดหนึ่งหรือไม่” เว่ยฝูเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้
คิดเช่นนี้แล้ว ดูเหมือนจะหิวเล็กน้อย เวลาผ่านไปนานมากแล้วตั้งแต่ที่นางกินอาหารเช้า
องค์หญิงหย่าเหอ “……” จุดสนใจของลูกสาวตัวน้อยนี้ ช่างแปลกประหลาดไปสักหน่อยหรือไม่
ไทเฮาได้ฟังคำของเว่ยฝู ก็ยิ่งรู้สึกว่าหลานสาวคนนี้มิเพียงแต่หน้าตางดงาม ชวนให้มองแล้วสบายใจ ความคิดก็ยังตรงกับนางอีกด้วย จึงอดทนอธิบายให้นางฟัง “หนุ่มงามก็คือชายรูปงาม หากแม่ของเจ้าจะหาพ่อที่รูปงามคนใหม่ให้เจ้า ก็หาได้เพียงชายรูปงามคนเดียว แต่หากนางหาหนุ่มงาม ก็สามารถหาชายรูปงามได้มากมาย และชายเหล่านั้นยังไม่กล้ารังแกพวกเจ้าสองแม่ลูก” เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้ว ไทเฮาเองก็รู้สึกว่าการหาหนุ่มงามน่าเชื่อถือกว่า
เป็นเพราะความคิดของนางก่อนหน้านี้คับแคบเกินไป ควรทำเช่นนี้ตั้งแต่แรก ทั้งสองแม่ลูกก็จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเปล่าประโยชน์หลายปีเช่นนี้
เว่ยฝูพลันตื่นเต้นกล่าว “เช่นนั้นก็หาหนุ่มงาม ไม่เอาพ่อที่รูปงามแล้ว”
พ่อรูปงามเพียงคนเดียว จะเทียบกับชายรูปงามกลุ่มหนึ่งที่ชวนให้เจริญตาเจริญใจได้อย่างไร
องค์หญิงหย่าเหอได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “เสด็จแม่ ท่านจะพูดสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าฝูเอ๋อร์ได้อย่างไร ดูสิ ท่านสอนให้ฝูเอ๋อร์เสียคนหมดแล้ว”
ไทเฮาเอ่ยด้วยความผิดหวังที่โลหะไม่กลายเป็นเหล็กกล้า “ข้าก่อนหน้านี้ก็พูดกับเจ้าน้อยเกินไป ความบริสุทธิ์ของสตรีนั้นสำคัญยิ่ง แต่มิได้สำคัญถึงเพียงนั้น เจ้าควรถือว่าโดนสุนัขกัดไปคำหนึ่ง”
“อะไรที่ว่าสอนให้ฝูเอ๋อร์เสียคน พวกเจ้ามีฐานะสูงศักดิ์มาแต่เดิม ในเมื่อสูงศักดิ์มาแต่กำเนิด ก็ไม่ควรดูถูกเหยียดหยามตนเอง ยิ่งไม่ควรให้ผู้อื่นดูถูก”
“ข้าว่าความตระหนักรู้ของฝูเอ๋อร์ดีกว่าของเจ้าเสียอีก แยกแยะดีชั่วออก”
เว่ยฝูฟังพวกนางพูดแล้วงุนงง ไม่เข้าใจว่าชายรูปงามเกี่ยวข้องอะไรกับความบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์เกี่ยวข้องอะไรกับสุนัข
นางถามด้วยความสงสัย “ท่านยาย ชายรูปงามเรียกว่าหนุ่มงาม แล้วหญิงรูปงามเรียกว่าอะไรหรือ” ท่านยายแม้จะอายุมากแล้ว แต่มองดูก็ยังงดงาม นางอยากจะเอ่ยชม
คำถามนี้ทำให้ไทเฮาจนปัญญาจริง ๆ ไม่เคยมีคำเรียกสตรีที่ตรงข้ามกับหนุ่มงามเลย
องค์หญิงหย่าเหอเห็นเสด็จแม่ผู้ทรงอำนาจของตนถูกถามจนอึ้งโดยลูกสาวสุดที่รัก อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมา
ไทเฮาพลันตวาดอย่างดุดัน “หัวเราะ เจ้ายังมีหน้าหัวเราะ หน้าไม่เจ็บหรือมุมปากไม่เจ็บแล้ว”
องค์หญิงหย่าเหอ “……” ท่านไม่พูด ข้าก็ลืมไปเสียสนิทแล้ว
“เจ้าคิดอย่างไร วันนี้ต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย” ไทเฮาถามเสียงเย็น
องค์หญิงหย่าเหอหลุบตากล่าว “ทำร้ายองค์หญิงแห่งราชวงศ์ ก็ให้เป็นไปตามกฎหมายเถิด ขอเสด็จแม่โปรดให้ข้าหย่าขาดจากเขา”
ปีนั้นนางประสบเรื่องเช่นนั้น นางรู้สึกผิดมาตลอด หลังจากแต่งเข้าจวนโฮ่วเจิ้นเป่ย ไม่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าจะรังแกนางอย่างไร โฮ่วเจิ้นเป่ยจะดูถูกเหยียดหยามนางอย่างไร แม้กระทั่งภายหลังลงมือทำร้ายนาง นางก็ไม่เคยปริปากต่อว่าเลย อันที่จริงนางไม่เคยอยากมีชีวิตอยู่มาโดยตลอด
หลังจากรู้ธาตุแท้ของโฮ่วเจิ้นเป่ยแล้ว จึงจำใจต้องส่งเว่ยฝูออกไป
เดิมทีกำชับให้เฒ่าเต๋าผู้นั้นเลี้ยงดูฝูเอ๋อร์ต่อไป เหตุใดเขาจึงส่งฝูเอ๋อร์กลับมาอีกก็ไม่รู้
บัดนี้ฝูเอ๋อร์กลับมาแล้ว นางย่อมไม่เก็บภัยร้ายเช่นนั้นไว้ ให้ผู้อื่นมารังแกฝูเอ๋อร์อีก
สังหารคนผู้นั้นเสีย ชาติกำเนิดของฝูเอ๋อร์จึงจะปกปิดไว้ได้ตลอดไป จึงจะใช้ชีวิตอย่างสง่างามได้
ไทเฮารอคำนี้อยู่แล้ว นางปล่อยมือจากเว่ยฝู ลูบศีรษะนาง เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ฝูเอ๋อร์เฝ้าแม่ของเจ้าให้ดี ท่านยายจะไปทวงความยุติธรรมให้พวกเจ้า”
เว่ยฝูกลับดึงแขนเสื้อไทเฮาไว้ สีหน้าเคร่งขรึมกล่าว “ท่านยาย ท่านไปไม่ได้ หากท่านไปจะมีภัยโลหิต”
ไทเฮาชะงักไป เพิ่งสังเกตเห็นการแต่งกายของหลานสาวตัวน้อย แต่งตัวคล้ายเต้าหยิงน้อย และเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางถูกเฒ่าเต๋าพาตัวไป แต่ว่านางอายุเพียงห้าขวบ เอ่ยวาจาเช่นนี้ หาได้มีความน่าเชื่อถือแม้แต่น้อย ไทเฮาย่อมไม่เชื่อเช่นกัน
เว่ยฝูร้อนใจกล่าว “ท่านยาย ท่านไปไม่ได้จริง ๆ เชื่อฝูเอ๋อร์เถิด ฝูเอ๋อร์มิได้พูดส่งเดช อาจารย์ของฝูเอ๋อร์เป็นผู้กล่าว”
ก่อนจะกลับบ้าน อาจารย์ของนางได้บอกนางว่า หากประสบเรื่องที่นางอธิบายได้ยาก ก็ให้โยนให้เขา หากยามพูดแล้วผู้อื่นไม่เชื่อ ก็ให้โยนสิ่งต่าง ๆ ไปที่เขาเช่นกัน ดังนั้นยามนี้จึงได้แต่ยกอาจารย์ของนางออกมา
องค์หญิงหย่าเหอซึ่งก่อนหน้านี้ประหนึ่งฉากหลังมาตลอดได้ฟังดังนั้น อดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าเคร่งขรึมเอ่ยกับไทเฮา “เสด็จแม่ อาจารย์ของฝูเอ๋อร์มีฝีมืออยู่บ้าง หรือไม่เสด็จแม่ให้กงกงหลี่ไปทูลพระเชษฐาถึงความประสงค์ของเราก็พอ เชื่อว่าพระเชษฐาจะทรงจัดการให้ข้า”
หากมิใช่เพราะเคยประจักษ์ฝีมือของอาจารย์เว่ยฝู องค์หญิงหย่าเหอคงไม่กล้ามอบเว่ยฝูให้เขาตามอำเภอใจ และพฤติกรรมต่าง ๆ ของเว่ยฝูหลังจากกลับมาก่อนหน้านี้ ก็พิสูจน์แล้วว่าอาจารย์ของนางเป็นผู้มีฝีมือยิ่ง
เว่ยฝูจริงจังแก้ไขคำพูดของแม่ “ท่านแม่ ท่านพูดผิดแล้ว อาจารย์ของข้ามิใช่มีฝีมืออยู่เล็กน้อย แต่มีฝีมือมากมายนัก” ขณะกล่าว นางยังใช้มือวาดท่าทางโอ้อวด เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและทะนงตน
ไทเฮาอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มอวบน้ำนมของนาง คิดว่าการไปถกเถียงกับผู้อื่นนั้น ดูจะไม่น่าสนุกเท่ากับการอยู่เป็นเพื่อนกับหลานสาวตัวน้อยผู้น่ารัก จึงรับสั่งให้กงกงหลี่ไปกราบทูลฮ่องเต้ถึงความประสงค์ของทางนี้
กงกงหลี่ไปแล้ว เว่ยฝูวิ่งตึงตังไปที่ข้างเตียงขององค์หญิงหย่าเหอ นอนหมอบมองดูบาดแผลบนใบหน้าของนาง แล้วโน้มตัวเข้าไปเป่าเบา ๆ พลางกล่าว “ฝูเอ๋อร์เป่าให้ท่านแม่ เป่าแล้วก็ไม่เจ็บ”
ก่อนหน้านี้ นางได้แปะยันต์เสริมพลังใจลดความเจ็บปวดให้องค์หญิงหย่าเหอ แต่ว่ายันต์นี้มิอาจขจัดความเจ็บปวดได้ทั้งหมด
แต่ทุกครั้งที่อาจารย์และพี่น้องร่วมสำนักได้รับบาดเจ็บ ก็จะมาหานางให้เป่าให้ บอกว่าเป่าแล้วก็ไม่เจ็บแล้ว
ไม่รู้ว่าเป็นผลทางจิตใจหรือไม่ องค์หญิงหย่าเหอรู้สึกว่าหลังจากเว่ยฝูเป่าให้แล้ว ก็ไม่เจ็บปวดถึงเพียงนั้นจริง ๆ นางยิ้มลูบศีรษะเว่ยฝู เอ่ยเสียงอ่อนโยน “ขอบใจฝูเอ๋อร์”
ไทเฮามองดูสองแม่ลูก เบือนหน้าไปแอบปาดน้ำตา
ฮ่องเต้องค์ก่อนมีสนมในวังหลังมากมาย นางทุ่มเทความคิดและกำลังอย่างเหลือคณนาเพื่อปกป้องลูกชายหญิงเพียงสองคนของนาง ฝ่าทะลวงเส้นทางนองเลือดในการช่วงชิงราชบัลลังก์จนประคองบุตรชายขึ้นครองราชย์ คาดคำนวณมาเป็นพันเป็นหมื่นครั้ง กลับคาดไม่ถึงว่าบุตรสาวจะถูกผู้ใดลักพาตัวไป หลังจากออกเรือนแล้วต้องใช้ชีวิตที่แสนเวทนาเช่นนี้