ฮ่องเต้มิทันใส่ใจโฮ่วเจิ้นเป่ยที่ถูกสายฟ้าฟาดจนดำเป็นตอตะโก ทรงรีบตรัสถามว่า “ฝูเอ๋อร์ อาจารย์ของเจ้าท่านแซ่ใด นามใด พำนักอยู่ที่ใด?”
หากสามารถเชิญผู้ยิ่งใหญ่เช่นนี้มาเป็นราชครูแห่งแคว้นได้ ต่อไปขุนนางผู้ใดทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย มิทรงสามารถแอบฟาดสายฟ้าใส่ขุนนางผู้นั้นได้หรือ?
เว่ยฝูทูลตอบว่า “อาจารย์ของข้าแซ่เหล่า นามว่าเฟิงโถว ทุกคนเรียกท่านว่าเหล่าเฟิงโถว ข้าอาศัยอยู่บนภูเขามาตั้งแต่ยังเป็นทารกกินนม สถานที่ไกลที่สุดที่เคยไปคือในตลาด ครั้งนี้กลับเมืองหลวง นั่งเกวียนเทียมวัวของอาหวาง ฟ้ายังไม่สางก็ออกเดินทาง ใช้เวลาสองวันกว่า”
“ที่นั่นพวกเราล้วนยากจนมาก บ้านที่อยู่ล้วนมีลมรั่ว แต่ก่อนที่ข้าจะกลับมา อาจารย์บอกกับข้าแล้วว่า หากท่านอาเสด็จต้องการตามหาท่าน ให้ข้าบอกฝ่าบาทว่าทรงหาท่านไม่พบ อย่าได้สูญเสียกำลังคน ทรัพย์สิน และเงินทองไปโดยเปล่าประโยชน์ นักพรตลงจากภูเขาล้วนเป็นเพราะมหันตภัยร้ายแรง หากท่านไม่มา ฝ่าบาทจึงควรลอบยินดี”
ฮ่องเต้: “…” เช่นนั้นก่อนหน้านี้เจ้ากล่าวเสียยืดยาว มิเสียเวลาเปล่าต่อมน้ำลายหรือ?
กล่าวตรง ๆ ว่าอาจารย์ของเจ้าไม่ประสงค์พบผู้คนก็จบแล้ว!
เว่ยฝูชี้ไปที่โฮ่วเจิ้นเป่ย ดึงชายฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ “ท่านอาเสด็จ โปรดทอดพระเนตรมนุษย์ต่ำช้าผู้นี้ควรจัดการเช่นไรก่อนเถิดเพคะ!” นางมิอาจปลิดชีพบิดา แต่นางสามารถให้ผู้อื่นสังหารเขาได้นะเพคะ!
หลังจากโฮ่วเจิ้นเป่ยถูกสายฟ้าฟาด ก็ขดตัวอยู่บนพื้น อดทนต่อความเจ็บปวดอย่างสุดกำลัง ไม่ส่งเสียงใด ๆ ก็เพื่อหวังว่าฮ่องเต้จะทรงลืมเขาไปเพราะความตกตะลึง แต่คาดไม่ถึงว่าเว่ยฝูจะจงใจเอ่ยเตือน เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่หนึ่งจ้องมองเว่ยฝูด้วยความแค้นเคือง
เว่ยฝูรีบดึงชายฉลองพระองค์ของฮ่องเต้ฟ้องว่า “ท่านอาเสด็จ เขาข่มขู่ข้า!”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรไปยังขุนนางข้างหนึ่ง ตรัสถามว่า “ทุบตีและทำร้ายองค์หญิง หมายสังหารราชนัดดา ควรจัดการเช่นใด?”
ขุนนางฝ่ายกรมพิธีการคนหนึ่งรีบทูลว่า “ควรถอดยศศักดิ์ ริบตำแหน่งราชการ ประหารห้าส่วนลำตัว ภายในสามชั่วอายุคน ห้ามเข้ารับราชการ”
“ฝ่าบาท ฮูหยินผู้เฒ่าแห่งจวนโฮ่วเจิ้นเป่ยขอเข้าเฝ้า กล่าวว่าหากฝ่าบาทไม่ทรงพบนาง นางจะโขกศีรษะตายที่หน้าประตูวัง เพื่อให้ผู้คนรู้ว่าฝ่าบาท… ทรงปฏิบัติต่อครอบครัวขุนนางผู้มีผลงานเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของขันทีน้อยท้ายประโยคเบาลงเรื่อย ๆ หวาดกลัวยิ่ง
ฮ่องเต้ทรงฟังจบ ทรงกริ้วโกรธจนกลับกลายเป็นพระสรวล “ให้นางโขกตายเสีย! พอดีตายก่อนบุตรชายของนาง บางทีอาจรีบไปเกิดใหม่ได้เร็วกว่า แล้วกลับไปเป็นมารดาบุตรชายนางอีก”
เว่ยฝูกล่าวอย่างจริงจังว่า “นางก่อกรรมชั่วมามากเกิน ต้องลงขุมนรกถูกดึงลิ้นเสียก่อน ทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นั่นถึงสี่ร้อยเก้าสิบปี จึงจะได้ไปเกิดใหม่ และต้องเกิดเป็นเดรัจฉาน ดังนั้นเกรงว่าคงมิอาจเป็นมารดาของบุตรชายนางอีกแล้ว”
“ฝูเอ๋อร์กล่าวถูกต้องแล้ว เสด็จอาเชื่อเจ้าฝูเอ๋อร์” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรหลานสาวน้อยผู้ชอบพร่ำพรรณนาเคลือบแคลง แม้ในพระทัยมิทรงเชื่อ ทว่าจำต้องตรัสว่า จุดจบที่หลานสาวน้อยกล่าวออกมา ชวนให้รู้สึกโล่งอกสบายใจยิ่งนัก
โฮ่วเจิ้นเป่ยรู้ว่าตนยากจะรอดพ้น ต่อให้ยอมอ่อนข้อขอความเมตตาก็ไร้ประโยชน์ จึงโกรธเกรี้ยวกล่าวว่า “ฝ่าบาท ทรงต้องการบีบบังคับให้กระหม่อมนำเรื่องราวขององค์หญิงหย่าเหอมาเปิดเผยจริง ๆ หรือ?”
เขาพลันหัวเราะอย่างบ้าคลั่งบ้าง กล่าวว่า “หากข้าตาย ข้าจะดึงองค์หญิงหย่าเหอไปเป็นเพื่อนตายแน่นอน ให้นางถูกสาปแช่งไปอีกหมื่นปี!”
ยามนั้นเมื่ออดีตฮ่องเต้สวรรคต เกิดความวุ่นวายในวังขึ้นกะทันหัน ยุ่งเหยิงอลหม่าน องค์หญิงหย่าเหอจึงถูกผู้ร้ายจับตัวไป สาบสูญหนึ่งคืนก่อนถูกช่วยกลับมา มีผู้รู้เรื่องนี้น้อยนัก แต่โฮ่วเจิ้นเป่ยรู้ดี เพราะยามนั้นคือเขานำคนไปพาองค์หญิงหย่าเหอจากวัดร้างกลับพระราชวัง
ในเวลานั้นองค์หญิงหย่าเหอสิ้นพรหมจรรย์ไปแล้ว เมื่อพบเห็นบุรุษก็หวาดกลัว โฮ่วเจิ้นเป่ยเป็นผู้อดทนอย่างยิ่ง ยอมเสี่ยงถูกองค์หญิงหย่าเหอทุบตีเตะต่อย ค่อย ๆ พานางกลับมาอย่างทะนุถนอม
และเขาไม่เพียงไม่รังเกียจที่องค์หญิงหย่าเหอสูญเสียความบริสุทธิ์ ยังกราบทูลขออภิเษกกับฮ่องเต้และไทเฮาอย่างจริงใจ
ฮ่องเต้และไทเฮาซาบซึ้งในจิตใจอันเปิดกว้างของเขา อีกทั้งองค์หญิงหย่าเหอเมื่อเสด็จกลับวังเดือนที่สองก็ตรวจพบว่าทรงพระครรภ์ จึงจำต้องรีบจัดพิธีอภิเษกให้องค์หญิงหย่าเหอแก่โฮ่วเจิ้นเป่ย
แต่เดิมฮ่องเต้ทรงคาดว่าทั้งสองจะครองรักกันฉันสามีภรรยา กลับคาดไม่ถึงว่าโฮ่วเจิ้นเป่ยจะเป็นคนเช่นนี้
ในพระทัยทรงกริ้วกราด กำพระหัตถ์แน่น ทว่ายังคงต้องคำนึงถึงชื่อเสียงขององค์หญิงหย่าเหอ
เว่ยฝูมองดูโฮ่วเจิ้นเป่ย แล้วมองฮ่องเต้ สมองเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม “ท่านอาเสด็จ เสด็จแม่ของข้าทรงกระทำเรื่องเลวร้ายสิ่งใดหรือเพคะ?” ก่อนหน้านี้เมื่อโฮ่วเจิ้นเป่ยถูกนำตัวเข้ามา ดูจากโหงวเฮ้งของเสด็จแม่ นางมิใช่ผู้กระทำเรื่องเลวร้ายเลยนะ!
เพียงแต่เดิมมีเคราะห์ร้ายถึงตายประการหนึ่ง แต่บัดนี้ได้สลายไปแล้ว
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรขุนนางในตำหนักทรงอักษรที่ต่างมีสีหน้าอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่ง จึงทรงเอ่ยว่า “เสนาทั้งหลาย จงถอยออกไปก่อน”
“ฝูเอ๋อร์ เจ้าก็ไปเยี่ยมเยือนเสด็จแม่ของเจ้าด้วย”
ในใจเว่ยฝูแม้จะใคร่รู้ แต่อาจารย์กล่าวไว้ เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว อาจล่วงเกินผู้ใดได้ก็จริง แต่องค์ฮ่องเต้และไทเฮามิอาจล่วงเกินได้ ตอนนี้ยังไม่สนิทสนม จึงควรว่านอนสอนง่ายและเชื่อฟังเสียหน่อย
นางพยักหน้า กระโดดลงจากพระเพลาของฮ่องเต้
ทอดพระเนตรเห็นแล้วพระหทัยฮ่องเต้เต้นสะท้าน
นางในข้างหนึ่งก็รีบเข้ามาประคองเว่ยฝู ในชั่วขณะที่นางในแตะต้องมือเว่ยฝูนั้น ท่ามกลางบรรยากาศอันเย็นยะเยือกและเคร่งขรึม นางก็อดคิดในใจอย่างไม่เหมาะไม่ควรไม่ได้ว่า โอ้ มือของพระธิดายังเล็ก เหตุใดจึงอ่อนนุ่มเพียงนี้
ที่แท้เด็กหญิงน้อยเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสัมผัสได้ถึงเพียงนี้หรือ?
เมื่อนางนำเว่ยฝูออกจากตำหนักใหญ่แล้ว รอยยิ้มละไมของนางในผู้นั้นก็ไม่อาจซ่อนเร้นได้อีก ปรากฏออกมาเต็มใบหน้า
เว่ยฝูถูกนางในผู้นี้จ้องมองจนขนลุกไปทั้งตัว ลอบชำเลืองมองนางในแวบหนึ่งอย่างระมัดระวัง รู้สึกเสมอว่าพี่สาวนางในผู้นี้ดูเหมือนอยากจะกินเด็กเสียอย่างนั้น
นางจึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ตลอดทางไปตำหนักรอง เว่ยฝูยังไม่ทันได้เข้าไป ก็ได้ยินเสียงดุด่าอันทรงพลังเต็มเปี่ยมว่า “เจ้าถูกผู้อื่นรังแกหยามเหยียดถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่เข้าวังมากราบทูล หรือคิดว่าอัยเจียและเสด็จพี่ของเจ้าตายหมดแล้ว?”
จากนั้นก็เป็นเสียงขององค์หญิงหย่าเหอที่ทรงร่ำไห้ขออภัย
เว่ยฝูปล่อยมือนางใน วิ่งตึงตังเข้าไป ดึงชายกระโปรงยาวของไทเฮาเบา ๆ “ท่านยาย ท่านอย่าดุด่าว่าเสด็จแม่เลย เสด็จแม่ก็ไม่ต้องการถูกทุบตีเช่นกันเพคะ”
แม้นางจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดพระมารดาองค์หญิงถูกบิดาชั่วทุบตี แต่กลับไม่ขับไล่บิดาชั่วไปเสีย แต่นางรู้ว่าไม่มีผู้ใดต้องการถูกทุบตี นางไม่ชอบถูกทุบตี ดังนั้นยามใดที่อาจารย์ต้องการลงโทษนาง นางจะวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว พยายามไม่ให้โดนตี
ไทเฮาทรงรู้สึกว่าฉลองพระองค์ของพระองค์หนักขึ้น เมื่อหันกลับไปทอดพระเนตร ก็เห็นเด็กหญิงน้อยผู้มีผิวขาวนุ่มนิ่ม หน้าตาละม้ายธิดาบ้างบางส่วน ประหนึ่งก้อนขนมเหนียวหนึบ
พระหทัยของพระองค์พลันละลายในบัดดล ทรงโอบกอดเว่ยฝูพลางเมตตาหอมแก้ม “โอ๋ ทูนหัวของยาย ในที่สุดก็ได้พบกันเสียที”
องค์หญิงหย่าเหอทอดพระเนตรว่าไทเฮาทรงเอ็นดูเว่ยฝูด้วย ใจจึงคลายลง
หลังจากไทเฮาทรงโอบกอดเว่ยฝูพลางหอมแก้มอยู่ครู่หนึ่ง ทรงคิดถึงองค์หญิงหย่าเหอ หลังอภิเษกแล้วถูกทุบตีทุกวัน แถมยังส่งบุตรสาวออกไปเสียอีก ทรงกริ้วอย่างผิดหวังและดุว่า “เจ้าดูสิ เจ้าเป็นองค์หญิงเช่นใดกัน!”
“ความองอาจสมเป็นสตรีแห่งราชตระกูลของเจ้าอยู่ที่ใดเล่า ก็แค่เสียความบริสุทธิ์ ถูกผู้อื่นรังแกถึงเพียงนี้ น่าอับอายยิ่ง! ยังทำให้อัยเจียผู้เป็นยายต้องเพิ่งได้พบหลานสาวของตนเป็นครั้งแรกหลังจากห้าปีกว่า หากเจิ้นเป่ยไม่ดี เจ้าก็เสด็จกลับวังมา ให้อัยเจียและเสด็จพี่ของเจ้าทรงตัดสินใจให้เจ้าหย่าขาดกับเขาก็สิ้นเรื่อง ชายดีอาจหาได้ยาก แต่เจ้าเป็นองค์หญิง ให้ตนปรนนิบัติหนุ่มงามอีกสักสองสามคนก็พอแล้ว”