เซี่ยเยี่ยนหลินเองก็รู้สึกได้เช่นกัน นอกจากภารกิจที่สถานีขนส่งซึ่งเขาได้เป็นผู้นำแล้ว เวลาที่เหลือเขาก็เป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อย งานสกปรกงานเลวร้ายอะไรก็โยนมาให้เขาทำ ถ้าไม่ทำยังถูกตำหนิอีก ส่วนรายได้พิเศษอะไรนั่น แทบไม่เคยตกถึงมือเขาเลย
แม้แต่ทหารชั้นผู้น้อยในคณะกรรมการปฏิวัติก็ยังดูถูกเขา
ต้องบอกว่าชื่อเสียงของเซี่ยเยี่ยนหลินกับตู้วิ๋นเซิงในฐานะสามีภรรยาโด่งดังไปทั่วเมืองจริง ๆ หลายคนแม้ตัวเองจะต่ำช้าไร้ยางอาย แต่ก็ยังดูถูกคนที่ต่ำช้าไร้ยางอายยิ่งกว่าตน ทหารชั้นผู้น้อยในคณะกรรมการปฏิวัติก็เป็นเช่นนั้น แม้พวกเขาเองจะไม่ใช่คนดีอะไร แต่เซี่ยเยี่ยนหลินเห็นได้ชัดว่าเลวยิ่งกว่าคนเสียอีก
เซี่ยเยี่ยนหลินรู้สึกว่าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เขาเข้าคณะกรรมการปฏิวัติเพื่อสร้างผลงาน ไม่ใช่ถูกคนกีดกันจนกลายเป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อย
คิดถึงตรงนี้ เซี่ยเยี่ยนหลินก็ไปหาฉินเซ่าอีกครั้ง “ผู้อำนวยการ ก่อนหน้านี้ท่านเคยบอกว่าอยากลองชิมรสชาติสะใภ้ของครอบครัวเหมิง ไม่ทราบว่าตอนนี้ท่านยังสนใจอยู่หรือเปล่าครับ”
เซี่ยเยี่ยนหลินอยู่กับฉินเซ่ามาระยะหนึ่งแล้ว จึงพอจะมองออกว่าฉินเซ่าเป็นคนหลงใหลในความงาม แต่ก็กลัวความยุ่งยากเช่นกัน แม้ภายนอกจะดูมีอำนาจสูงส่ง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีศัตรู ฉินเซ่าเป็นคนที่มีความขัดแย้งในตัวเอง ด้านหนึ่งปล่อยตัวตามใจ อีกด้านหนึ่งก็รู้จักยับยั้งชั่งใจ
ฉินเซ่ากวาดตามองเซี่ยเยี่ยนหลินตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “เซี่ยเยี่ยนหลิน ฉันขาดมีดอยู่เล่มหนึ่ง มีดที่คมกริบ”
ผู้หญิงน่ะหรือ ถ้าฉินเซ่าอยากได้ก็หาเองได้ ไม่จำเป็นต้องผ่านเซี่ยเยี่ยนหลิน แถมยังต้องทิ้งความลับไว้ในมืออีกฝ่ายด้วย เซี่ยเยี่ยนหลินเป็นคนโหดเหี้ยมเกินไป แม้แต่ญาติสนิทสายเลือดเดียวกันก็ยังขายได้ เขาไว้ใจอีกฝ่ายไม่ได้
