เช่นเดียวกับที่เขาไม่อาจเรียกร้องให้ลูกชายคนโตกับภรรยารับอุปการะเหลนได้ ตอนนี้ฐานะของบ้านลูกชายคนโตก็พอไปได้ เลี้ยงเด็กเพิ่มสักหนึ่งหรือสองคนย่อมทำได้แน่ แต่เขาจะไปเรียกร้องให้พวกเขารับเด็กมาเลี้ยงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น การรับอุปการะเด็กระหว่างพี่น้องยังมีปัญหาตามมาอีกมากมาย ถ้าลำเอียง อีกฝ่ายก็จะมาหาเรื่อง แต่ถ้าไม่ลำเอียง พวกเขาก็แค่ช่วยเลี้ยงเด็กด้วยความหวังดี แล้วจะเอาอะไรไปแบ่งทรัพยากรในอนาคตของลูกตัวเองให้ล่ะ เพราะฉะนั้นจึงไม่เหมาะ
ด้วยเหตุผลเดียวกัน เขาก็บังคับหลานชายคนเล็กไม่ได้ แม้จะคิดได้แล้ว แต่ในใจก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
“คุณปู่เป็นอะไรไปครับ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” เซี่ยเยี่ยนผิงเห็นเซี่ยชิงไป๋ดูหมดเรี่ยวหมดแรง ก็อดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
“เรื่องที่เธอพูดมา ฉันจดไว้แล้ว เดี๋ยวจะฝากคนไปสืบดู ถ้ามีข่าวเมื่อไร ฉันจะบอกพ่อเธอ” เซี่ยชิงไป๋โบกมือ บอกว่าเขาไม่เป็นไร
หลังเซี่ยเยี่ยนผิงจากไป เซี่ยชิงไป๋ก็เรียกเซี่ยเซิ่งลี่มาหารือเรื่องนี้
“เซิ่งลี่ น้องชายของแกอย่างเซิ่งหลินเตรียมส่งหลานชายสามคนไปให้คนอื่นเลี้ยง แกว่าฉันควรหาพ่อแม่บุญธรรมให้พวกเขาในเมือง หรือไปถามตระกูลเซี่ยที่ชนบทดี” ที่จริงเซี่ยชิงไป๋เอนเอียงไปทางตระกูลเซี่ยที่ชนบทอยู่ในใจ หากส่งเด็กให้ตระกูลเซี่ยที่ชนบท อย่างน้อยเมื่อหลายร้อยปีก่อนพวกเขาก็มีบรรพบุรุษคนเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นคนตระกูลเดียวกัน หากรับเด็กไปเลี้ยงด้วยใจจริง ก็คงไม่ปฏิบัติต่อเด็กแย่เกินไป ไม่เช่นนั้นเขาก็กล่าวโทษพวกเขาได้
เซี่ยเซิ่งลี่ไม่คิดว่าพ่อของตัวเองจะรับเรื่องแบบนี้มาจัดการ พูดตามตรงว่าเรื่องนี้ไม่ง่ายเลย
