“ไต้เฟย นายแน่ใจนะว่าคนเมื่อกี้คือคนที่จู่โจมพวกนาย?”
“ไม่ผิดแน่! วิ่งเร็วกว่าฉันอีก! บ้าเอ๊ย!” ไต้เฟยเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “บรรพบุรุษของฉันคือไต้จง ผู้คุ้มกันเทพวายุ ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น แค่ขาคู่นี้ก็ไม่เคยอ่อนแรง แต่หมอนั่นวิ่งอย่างกับเหยียบกงลมเพลิงแน่ะ!”
“ฉันเคยเห็นในสารคดีว่า ในป่าดงดิบโบราณบางแห่งมีคนป่าอาศัยอยู่ ขนขึ้นเต็มตัว กินเนื้อคน ดื่มเลือดคน... พวกเราคงไม่ได้เจอคนป่าเข้าจริง ๆ หรอกนะ?” จ่าน้าเผิงพูดเสียงเบา
ทุกคนฟังแล้วพลันรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
ขณะนี้เซี่ยงอวี่กำลังหมอบอยู่ในพงหญ้าทึบ ร่างทั้งร่างถูกคลุมด้วยตาข่ายพรางลายพราง กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างไร้รอยต่อ สายตาของเขาจับจ้องเงาร่างเบื้องหน้า ซึ่งก็คือเจียงอวี่ เมื่อครู่เจียงอวี่เหลือบเห็นเงาดำพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว จึงรีบวิ่งตามมาทันที
เจียงอวี่หยุดกึกแล้วขมวดคิ้ว เซี่ยงอวี่ต้องซ่อนตัวอยู่แถวนี้แน่ ร่องรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ รวมถึงเสียงผิดปกติเมื่อครู่ ล้วนขาดหายไปตรงบริเวณนี้
เขาเดินต่อไปอีกสองก้าว จู่ ๆ พื้นใต้เท้าก็ยุบลง เหยียบโดนกับดักเข้าให้ เสียงหวือดังขึ้น เชือกเส้นหนึ่งพลันตึงเปรี๊ยะ พันขาขวาของเขาทั้งข้าง ร่างถูกกระชากลอยขึ้นจากพื้น ห้อยหัวลงมาในพริบตา
เจียงอวี่ตอบสนองไวปานสายฟ้า มือซ้ายคว้าไปที่เอว ชักมีดทหารออกมาพร้อมเสียงฉับ แสงเย็นวาบผ่านตา เชือกขาดสะบั้นตามเสียง เขาอาศัยแรงเหวี่ยงบิดตัวกลางอากาศ ก่อนพลิกตัวลงมายืนบนพื้นอย่างมั่นคง
เท้าทั้งสองเพิ่งแตะพื้น ต้นคอก็พลันเย็นวาบ ลมปราณคมกริบพุ่งเข้าใส่ท้ายทอย! เขาหมุนตัวตามสัญชาตญาณแล้วยกขา เตะถีบกลับหลังอย่างรุนแรง
“ปัง!” เสียงทึบดังสนั่น เงาดำร่างหนึ่งถูกเตะกระเด็นไปด้านข้าง ก่อนกระแทกลงกลางกองหญ้าอย่างแรง
เจียงอวี่กำลังจะไล่ตาม ทว่าจู่ ๆ หมอกขาวหนาทึบก็ลอยฟุ้งขึ้นรอบด้าน เซี่ยงอวี่สะบัดหัวที่ยังมึนงง เช็ดเลือดที่ซึมตรงมุมปาก แล้วฉวยจังหวะที่ควันหมอกบดบังสายตารีบถอยหนี
