ซูฉิงรีบตะครุบโทรศัพท์ไว้ทันที คำว่า “สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง” มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่าหมายถึงอะไร จะให้เสิ่นซิวเฉินเห็นไม่ได้เด็ดขาด
“……” เขาขมวดคิ้ว มองเธอด้วยสีหน้าตัดพ้อเล็กน้อย
“เพิ่งเริ่มคบกัน ก็ระแวงฉันแล้วเหรอ?”
ท่าทางที่เธอเผลอแสดงออกทำให้เขารู้สึกไม่มั่นคงขึ้นมาทันที อดคิดฟุ้งซ่านไม่ได้ หรือว่าหลินเฟิงยังติดต่อเธออยู่?
“เพื่อนสนิทฉันน่ะ เป็นเรื่องที่ผู้หญิงคุยกันลับ ๆ นายดูไม่ได้” ซูฉิงรีบอธิบาย
“ก็ได้” ในเมื่อเธอพูดแบบนั้น เสิ่นซิวเฉินก็ไม่ติดใจต่อ ไม่อย่างนั้นคงดูเป็นคนชอบควบคุมมากเกินไป
ซูฉิงหันหลังส่งข้อความหาสวีถิง บอกให้รออีกสักพักค่อยขึ้นมา เธอจะจัดการพาอีกฝ่ายออกไปก่อน
“หิวแล้ว ออกไปกินข้าวกันเถอะ” เธอตบอกเสิ่นซิวเฉินเบา ๆ
เขายังกอดเธอไว้ ดวงตาดูเหมือนลูกหมา ทั้งยังมีแววน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก
ซูฉิงรู้สึกขำ ทำไมเสิ่นซิวเฉินถึงเปลี่ยนไปคนละคนได้ขนาดนี้ จากเทพบุตรสุดเย็นชากลายเป็นลูกหมาขี้อ้อนในพริบตา
บางทีความรักคงทำให้คนเปลี่ยนหน้าได้จริง ๆ
“เป็นอะไรไป ยังอยากกินฝีมือฉันอีกเหรอ?” เธอบีบแก้มเขาเบา ๆ
เสิ่นซิวเฉินส่ายหน้า “เธอต้องทำกับข้าวทุกวัน เหนื่อยแย่เลย ฉันจะยอมให้เธอทำได้ยังไง”
เขาลุกขึ้นนั่ง แล้วหยิบเสื้อผ้ามาครบชุดจากตู้เสื้อผ้าต่อหน้าซูฉิงที่กำลังงง ก่อนเริ่มสวมให้เธอ ไล่จากชั้นในสุด
ตอนแรกเขายังคิดว่าจะทำต่ออีกสักรอบ แต่ในเมื่อแฟนสาวหิวแล้ว งั้นไปกินข้าวก่อนก็ได้
