หมอเพียงเหลือบมองแวบเดียว สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
“นี่...” หมออุทานด้วยความตกใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขาอ้าปากแล้วหุบลง คล้ายมีเรื่องที่พูดได้ยาก
ชีหยางกับจีชูอีต่างมีสีหน้ากังวลและร้อนใจ “คุณหมอ เธอเป็นอะไรคะ”
หมอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลดเสียงลงพูดว่า “นี่... ดูไม่เหมือนอาการป่วยเลย”
“แล้วเป็นอะไร”
“ดูเหมือนถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงมากกว่า!” หมอพูดเสียงเบา สีหน้ายังคงมีความหวาดผวาอยู่หลายส่วน
“อะไรนะ” จีชูอีรู้สึกว่าเหลวไหลสิ้นดี “อะไรคือถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงกัน ฉันว่าแกเป็นหมอครึ่ง ๆ กลาง ๆ มากกว่า!”
“ไม่ใช่นะน้องชาย อย่าเพิ่งไม่เชื่อผม” หมอรีบโบกมือปฏิเสธ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างจริงจัง
เขากวาดตามองไปรอบ ๆ เมื่อเห็นว่าประตูหน้าต่างปิดสนิทแล้ว จึงกล้าพูดว่า “ช่วงนี้ในเมืองไม่ค่อยสงบ ได้ยินว่ามีปีศาจออกอาละวาด คนที่ถูกส่งมาที่คลินิกก่อนหน้านี้ก็เป็นหนุ่มสาวที่หมดสติไม่ฟื้นเหมือนเธอทั้งนั้น แต่อาการป่วยแบบนี้ผมรักษาได้ ส่วนปีศาจน่ะ ผมขับไล่ไม่เป็นหรอก”
ยิ่งจีชูอีฟัง หัวใจก็ยิ่งหนักอึ้ง เขากัดฟันพูดว่า “แกพูดเหลวไหล!”
เพราะความห่วงใยทำให้ใจร้อน เห็นไออำมหิตบนร่างเด็กหนุ่มเริ่มเข้มข้นขึ้น ชีหยางจึงรีบยื่นมือไปดึงเขาไว้
“พี่ชูอี ใจเย็นก่อนนะคะ”
คำปลอบโยนเสียงเบาของหญิงสาวช่วยดึงสติของจีชูอีกลับมาได้ แต่แผ่นหลังของเขายังคงเกร็งแน่น กำหมัดทั้งสองข้างจนสุดแรง
“ผมไม่ได้โกหกคุณจริง ๆ”
หมอรักษาคนมาหลายปี เคยเห็นญาติผู้ป่วยที่เป็นแบบนี้มามากมาย จึงเข้าใจความรู้สึกของจีชูอีได้
