“นี่เธอพูดเองนะ ตอนพวกเธอยังคบกัน ฉันไม่ได้แย่งเขามา แต่ตอนนี้พวกเธอเลิกกันแล้ว ต่อไปไม่ว่าฉันกับสหายถังจะเป็นยังไง เธอห้ามมาพูดว่าฉันเป็นคนทำลายความสัมพันธ์ของพวกเธอ”
ก่อนหน้านี้เถียนลี่ลี่เคยหมายตาถังจื้อจวิน แต่ยุคสมัยนี้เคร่งครัดขนาดนี้ เธอไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด
คนที่ยืนดูอยู่หลายคนกระซิบกันเบา ๆ “ที่แท้ก็หมายตาเขาจริง ๆ หน้าด้านชะมัด”
เถียนลี่ลี่ได้ยิน แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน ถ้าเถียงกันขึ้นมาจริง ๆ เธอคงถูกฉีกหน้าแล้วเหยียบจมดิน ตัวคนเดียวเถียงคนตั้งมากมายไม่ไหว ตอนนี้เธอแค่ต้องการคำรับรองจากเจียงซูหนิงเท่านั้น
เจียงซูหนิงพูดอย่างไม่เกรงใจ “ต่อหน้าทุกคน ฉันพูดเอง ฉันกับถังจื้อจวินเลิกกันแล้ว เธอชอบเก็บขยะก็เชิญไปเก็บเลย เก็บไม่ได้ก็อย่ามาโทษฉัน เก็บได้ก็อย่ามาอวดต่อหน้าฉัน ยังไงเขาก็เป็นของที่ฉันไม่เอาแล้ว”
เถียนลี่ลี่เถียงกลับ “เจียงซูหนิง เธอพูดจาไม่น่าฟังเกินไปแล้ว สหายถังเป็นทหารผู้มีเกียรติ ทำไมพอถึงปากเธอกลับกลายเป็นขยะไปได้”
เจียงซูหนิงเท้าเอว “แหม ยังไม่ทันได้เป็นอะไรกัน เธอก็ปกป้องเขาแล้ว เถียนลี่ลี่ เธอมั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าถังจื้อจวินจะเอาเธอ”
“เรื่องของฉัน ไม่ต้องให้เธอมายุ่ง”
“ฉันก็ไม่อยากยุ่งหรอก ต่อไปอย่ามาหาเรื่องฉันก็แล้วกัน” เจียงซูหนิงแขวนเสื้อตัวสุดท้ายเสร็จ แล้วหยิบไม้ปัดฝุ่นขนนกไก่มาปัดฝุ่นต่อ
เถียนลี่ลี่รู้ว่าถังจื้อจวินกับเจียงซูหนิงเลิกกันแล้ว ตัวเองมีโอกาส ตอนแรกก็ควรจะดีใจ แต่ท่าทีไม่ใส่ใจของเจียงซูหนิงทำให้เธอขัดใจ
โดยเฉพาะที่เจียงซูหนิงพูดซ้ำ ๆ ว่าไม่เอาเขาแล้ว ทำให้เธอรู้สึกเหมือนการได้คบกับถังจื้อจวินคือการเก็บของที่เจียงซูหนิงไม่ต้องการ
ทำไมเธอถึงได้แต่เก็บของที่เจียงซูหนิงไม่เอา? ตอนจัดสรรตำแหน่งงานก็เหมือนกัน ตอนแรกเจียงซูหนิงถูกจัดให้ขายรองเท้า แต่เธอไม่ยอม จึงไปหาหัวหน้าบอกว่าอยากขายเสื้อผ้า สุดท้ายคนที่ได้ขายรองเท้าก็คือเธอ
ตอนนี้แม้แต่แฟนก็ยังต้องมาเก็บต่อจากเจียงซูหนิง ถ้าให้เธอปฏิเสธไปด้วยล่ะ? เงื่อนไขของถังจื้อจวินดีขนาดนั้น พลาดโอกาสนี้ไปแล้วก็ไม่มีอีก
แต่ถ้าตอบตกลงแบบนี้ เธอก็รู้สึกอึดอัดใจ
เธอกำลังจะพูดกับเจียงซูหนิงต่ออีกสองสามคำ หัวหน้าก็เดินเข้ามาพอดี
“มารวมกลุ่มกันทำไม ลูกค้ามากันตั้งเยอะ พวกเธอไม่รู้หรือไงว่าต้องบริการประชาชน”
หัวหน้าเป็นชายอายุราว 50 ปี ตัวไม่สูงนัก รูปร่างค่อนข้างอ้วน สวมแว่นกรอบดำ ใบหน้าเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา
ปกติเขาไม่ค่อยยิ้ม พนักงานขายของห้างสรรพสินค้าจึงค่อนข้างกลัวเขา พอเขาตวาดขึ้นมา ทุกคนก็กลับไปประจำตำแหน่งของตัวเอง
ลูกค้าเห็นว่าไม่มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว จึงเดินเล่นในห้างอย่างขอไปที ก่อนจะทยอยออกไป
พอหัวหน้าเดินไปแล้ว หลัวเยว่ก็เดินมาข้างเจียงซูหนิงแล้วกระซิบว่า “ซูหนิง เธอจัดของคนเดียวเสร็จหมดได้ยังไง”
“แบบนี้ก็ดีออก เราขายเสื้อผ้าไปด้วย เธอก็ได้ดูเรื่องสนุกไปด้วย” ทั้งสองเป็นคู่หูร่วมงานกัน ปกติถ้าคนหนึ่งมีธุระ อีกคนก็ต้องทำงานเพิ่มขึ้นหน่อย
โชคดีที่ทั้งคู่เข้ากันได้ดี ไม่จุกจิกเรื่องงาน ความสัมพันธ์จึงดีมาตลอด
เพราะอย่างนี้หลัวเยว่ถึงได้ออกหน้าช่วยพูดให้เจียงซูหนิงเมื่อครู่
“ซูหนิง เธอกับสหายถังคนนั้น เลิกกันจริง ๆ เหรอ” หลัวเยว่รู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
“เลิกแล้ว” เจียงซูหนิงวางไม้ปัดฝุ่นขนนกไก่ลง งานเสร็จหมดแล้ว เธอยืนพักสักหน่อยได้
“พวกเธอไม่ได้วางแผนจะแต่งงานกันแล้วเหรอ เงื่อนไขของสหายถังก็ไม่เลวนะ”
“เงื่อนไขเขาก็ดีอยู่ ไม่อย่างนั้นฉันคงไม่คบกับเขาหรอก แต่เธอรู้ไหมว่าเขารับเลี้ยงเด็กไว้แล้ว 5 คน” เจียงซูหนิงพูดเสียงเบา
“อะไรนะ?!” ข่าวนี้ทำให้หลัวเยว่ตกใจจนอดร้องอุทานไม่ได้
พนักงานขายตามเคาน์เตอร์รอบ ๆ หันมามอง พอเห็นหลัวเยว่ยกมือปิดปาก พยายามทำตัวให้กลมกลืน ก็รู้สึกว่าต้องมีเรื่องวงในอะไรอีกแน่
เฮ้อ ปกติพวกเธอกับซูหนิงก็สนิทกันดีนี่นา ถ้าเดี๋ยวไปถามซูหนิง เธอจะยอมเล่าไหมนะ
ถ้าได้เป็นคู่หูของซูหนิงก็คงดี ตอนนี้จะได้รู้เรื่องก่อนใคร พอคิดถึงเรื่องนี้ก็ไม่มีอารมณ์ทำงานแล้ว อยากเลิกงานเร็ว ๆ จัง
หลัวเยว่ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอะไรอยู่ เธอคว้าแขนเจียงซูหนิงแล้วถามเสียงเบา “ซูหนิง ที่เธอพูดจริงเหรอ เด็ก 5 คน? แต่งเข้าไปก็ต้องเป็นแม่เลี้ยงให้คนอื่นเลยนะ”
“เขาปิดบังเรื่องพวกนี้จากฉัน ถ้ารู้ตั้งแต่แรก ฉันไม่มีทางคบกับเขาหรอก” เขาทำให้เธอเสียเวลาไปตั้งปี เธอถึงได้หลุดปากด่าถังจื้อจวินว่าเป็นขยะ “ถ้าฉันไม่เอะใจแล้วถามเขาเอง เขาคงปิดบังฉันไปเรื่อย ๆ จนฉันแต่งเข้าไปแล้วถึงค่อยบอก”
“เขาเกินไปแล้ว ถ้าเธอไม่รู้เรื่องนี้ ก็เท่ากับหลอกแต่งงานเลยไม่ใช่เหรอ” หลัวเยว่ด่าถังจื้อจวินอย่างเดือดดาล
“พอเถอะ อย่าพูดถึงเขาเลย ยังไงฉันก็บอกเขาไปแล้วว่าฉันไม่มีทางแต่งกับเขาแล้วไปเป็นแม่เลี้ยงให้ใครเด็ดขาด” เจียงซูหนิงยืนกราน
“ซูหนิง ฉันว่าเธอคิดง่ายเกินไป พวกเธอคบกันมาตั้งปี ไม่ใช่ว่าเธอบอกเลิกแล้วจะจบได้ง่าย ๆ”
“แล้วเขาจะทำอะไรได้ ตอนนี้แต่งงานกันอย่างอิสระ เขาจะบังคับแต่งงานหรือไง กองทัพมีกฎระเบียบอยู่แล้ว อีกอย่างฉันไปขอความช่วยเหลือจากสหพันธ์สตรีให้ช่วยตัดสินก็ได้”
“คงไม่ถึงกับบังคับแต่งงานหรอก แต่ฉันว่าเขาต้องกลับมาตามตื๊อเธออีกแน่”
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็น่ารำคาญอยู่เหมือนกัน” เจียงซูหนิงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อย ถังจื้อจวินอาจทำเรื่องแบบนั้นได้จริง ๆ “ช่างเถอะ คราวนี้เขากลับมาเพื่อแต่งงาน คงลาได้ไม่กี่วัน ฉันทนไปอีกไม่กี่วัน พอเขาหมดวันลาก็เป็นอิสระแล้ว กว่าเขาจะกลับมาอีกครั้ง ฉันอาจแต่งงานไปแล้วก็ได้ ถ้าเขากล้าขวางทางหรือตามตื๊อฉัน ฉันจะทำให้เขาอยู่ในกองทัพต่อไม่ได้”
“ตอนเลิกงานฉันกลับกับเธอ จะได้กันไม่ให้เขาไปดักเธอระหว่างทาง” หลัวเยว่คิดว่า ถ้ามีคนนอกอยู่ด้วย ถังจื้อจวินคงไม่กล้าดักเธอหรอก
“ไม่ต้องหรอก บ้านเธอกับบ้านฉันอยู่กันคนละทาง เลิกงานแล้วก็กลับบ้านตามปกติเถอะ ระหว่างทางคนเดินกันขวักไขว่ ฉันจะเดินถนนใหญ่ ถ้ามีอะไรผิดปกติฉันก็ร้องเรียกได้” ถ้าหลัวเยว่ไปส่งเธอถึงบ้านแล้วค่อยกลับ ทางกลับของหลัวเยว่ก็ต้องใช้เวลาตั้งชั่วโมง
ยืนทำงานหลังเคาน์เตอร์ทั้งวันก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว ขากลับยังต้องเดินไกลขนาดนั้นอีก ขาคงหักพอดี
หลัวเยว่พูดขึ้นมาทันที “นี่ เธอว่าเถียนลี่ลี่รู้เรื่องนี้หรือเปล่า”
“น่าจะไม่รู้มั้ง” เจียงซูหนิงตอบอย่างลังเล ถ้ารู้แล้ว เถียนลี่ลี่จะยังรีบเข้าไปเป็นแม่เลี้ยงให้เด็ก 5 คนอีกเหรอ?
“จะบอกเธอสักหน่อยไหม” หลัวเยว่ลังเล
เถียนลี่ลี่เข้ากับคนในห้างไม่ค่อยได้ แต่ถึงยังไงก็เป็นผู้หญิงเหมือนกัน การแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญไปตลอดชีวิต หลัวเยว่ไม่อยากให้เธอถูกผู้ชายหลอกจนก้าวลงหลุมพราง
เจียงซูหนิงหัวเราะเยาะเบา ๆ “ฉันกลัวว่าเธอบอกไปแล้ว เขาจะคิดว่าฉันทนเห็นเธอกับถังจื้อจวินรักกันไม่ได้ เลยตั้งใจให้เธอไปพูดเรื่องไม่ดีของถังจื้อจวินต่อหน้าเขา”
“ไม่มั้ง” หลัวเยว่เหลือบมองเถียนลี่ลี่ เธอคิดว่าอีกฝ่ายไม่ได้โง่ แค่ใจแคบไปหน่อยเท่านั้น
เจียงซูหนิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เชื่อก็ไปบอกเขาดูสิ”
หลัวเยว่ลังเล สรุปแล้วเธอควรบอกดีไหมนะ
