ริมฝีปากของมู่หนานถิงขยับเล็กน้อย สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด
เรื่องเช่นนี้ ไม่อาจบอกแก่เด็กน้อยได้
เผยจิ่งสิงรู้สึกอึดอัดภายใต้สายตาจับจ้องของจือจือ เขาจงใจหลบเลี่ยงแววตาของเด็กน้อย
หลังเลิกเข้าเฝ้า เด๋อไห่ได้ขวางคนทั้งหลายไว้
“เชิญอยู่ก่อน! ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า”
“จะทำอะไรหรือ? จือจือจะกลับบ้านไปกินอาหารกลางวันแล้ว” จือจือใช้มือน้อย ๆ ลูบท้องกลม ๆ ของนาง
ทุกคนรู้ดีว่าฮ่องเต้ทรงมีพระประสงค์สิ่งใด สายตาทั้งหมดจึงจับจ้องไปที่จือจือพร้อมกัน
……
ตำหนักตำราทรงอักษร
ฉีอี้เหวินประทับอยู่เบื้องบน บัดนี้เขากลับรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกด้านหลังอีกครั้ง
เขาเอามือกอดต้นแขน นึกถึงคำพูดของจือจือแล้วก็รู้สึกขนหัวลุก
ไม่นาน มู่หนานเซิงก็จูงมือจือจือเดินเข้ามาในตำหนักตำราทรงอักษร
ด้านหลังนางยังมีมู่หนานอวี่และมู่หนานถิงตามมาด้วย
“ถวายบังคมฝ่าบาท” ทุกคนคุกเข่าลง
จือจือยังคงไม่ทำความเคารพ
ฉีอี้เหวินไม่ถือสาแล้ว “ลุกขึ้นเถิด”
แต่เมื่อเขาเห็นท่าทางยิ้มแหะๆ กวนๆของมู่หนานถิงก็รู้สึกขัดเคืองพระทัยขึ้นมา
“ขอบพระทัยฝ่าบาท” ทุกคนลุกขึ้น
“เจ้าเรียกว่าจือจือหรือ?” ฉีอี้เหวินตรัสถาม
จือจือพยักหน้า “อืม”
เขากระแอม “เมื่อครู่นี้เจ้าบอกว่า ข้างกายเรามีสตรียืนอยู่? จริงหรือไม่?”
“ฝ่าบาท จือจือไม่ใช่เด็กที่ชอบเรียกร้องความสนใจ นางมีความสามารถติดตัวอย่างแท้จริง” มู่หนานเซิงทูล
เด๋อไห่ถลึงตาใส่นางอย่างดูแคลน เขาเทน้ำชาแก่กรุ่นลงถ้วย วางไว้ใกล้มือฉีอี้เหวิน
ฉีอี้เหวินกำลังจะหยิบถ้วยน้ำชา จือจือกลับวิ่งดุ่ยเข้าไปใกล้แล้วผลักถ้วยน้ำชาออกไป
“บังอาจ!” เด๋อไห่ตวาด
