พอไม่ได้รับคำตอบ เหวินเหมียนก็เริ่มใจไม่ดี
เธอจำเนื้อเรื่องอย่างละเอียดไม่ได้แล้ว จำได้แค่ว่าเพื่อนร่วมห้องเคยบอกว่านายเอกตอนเด็กต้องเจอเรื่องผิดหวังมากมาย เป็นนายเอกประเภทหล่อเก่งแต่ชีวิตรันทด
ถ้าอย่างนั้น...เขาเคยถูกใครจับขังไว้ในห้องมืดเหมือนเธอหรือเปล่านะ?
เธอไม่กลัวความมืดเพราะจิตใจเข้มแข็งมาก แต่ถ้าฉู่อวี้โจวกลัวความมืด หรือเป็นโรคกลัวที่แคบล่ะ?
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เธอก็คงเป็นคนบาปแล้ว
“ฉู่อวี้โจว” เธอเรียกอีกครั้ง เสียงดังกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย เจือความสั่นไหวที่แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่ทันสังเกต “พูดสิ อย่าทำให้ฉันกลัวแบบนี้”
ยังคงไม่มีเสียงตอบกลับ
แต่เสียงหายใจกลับหนักขึ้น ฉู่อวี้โจวดูเหมือนกำลังฝืนกดกลั้นอะไรบางอย่างอย่างสุดกำลัง ร่างกายสั่นน้อย ๆ จนแม้แต่เบาะก็สั่นตามไปด้วย
เหวินเหมียนรอต่อไปไม่ไหวแล้ว
เธอยื่นมือออกไปในความมืด คลำหาตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ตามความทรงจำ
ปลายนิ้วสัมผัสอากาศเย็นเยียบก่อน จากนั้นก็เป็นพื้นผิวหยาบของเบาะ แล้วจึงแตะโดนผิวเนื้ออุ่น ๆ
เป็นมือของเขา
ทันทีที่เธอแตะโดน มือข้างนั้นก็เกร็งขึ้นฉับพลันราวกับถูกลวก กล้ามเนื้อใต้ปลายนิ้วแข็งราวกับก้อนหิน เส้นเลือดบนหลังมือกระตุกเบา ๆ
วินาทีที่เหวินเหมียนสัมผัสตัวเขา ลมหายใจของเขาก็พลันชะงัก ราวกับถูกใครสักคนบีบคอไว้
“เหวินเหมียน” ในที่สุดเขาก็เอ่ยปาก น้ำเสียงต่ำแหบจนแทบฟังไม่ออก ทุกคำสั่นเครือ
“ปล่อยมือ”
เหวินเหมียนไม่ยอมปล่อย เธอไม่รู้ว่าอาการของโรคกลัวที่แคบกำเริบแล้วจะรู้สึกอย่างไร แต่รู้สึกว่าตอนนี้ฉู่อวี้โจวดูทรมานมาก
