หลังจากทำภารกิจสำเร็จ ระหว่างเดินกลับหอพัก เหวินเหมียนก็ได้รับสายจากแม่ของเจ้าของร่างเดิม
พูดไปก็แปลก ช่วงสองปีที่เจ้าของร่างเดิมเรียนมหาวิทยาลัย เธอติดต่อกับทางบ้านน้อยลงมาก จนแทบจะห่างเหินกันไปเลย
ตอนแรกแม่ของเจ้าของร่างเดิมยังโทรมาหาหลายครั้งเพื่อถามไถ่ แต่เจ้าของร่างเดิมก็ยังตอบสนองอย่างเย็นชาไม่ใส่ใจ ความเย็นชาที่สะสมวันแล้ววันเล่าค่อย ๆ ทำให้ความกระตือรือร้นของคนในครอบครัวจืดจางลง
นานวันเข้า ทางบ้านจึงแทบไม่โทรมารบกวนเธอก่อนอีก
นี่เป็นครั้งแรกที่เหวินเหมียนได้รับสายจากแม่ของเจ้าของร่างเดิม เธอจึงรู้สึกประหม่าอย่างไม่รู้ตัว
เธอหาม้านั่งเงียบ ๆ ริมทางแล้วนั่งลง ปลายนิ้วแตะปุ่มรับสาย น้ำเสียงเจือความเก้ ๆ กัง ๆ และหยั่งเชิงอยู่เล็กน้อย “แม่...คุณแม่เหรอคะ”
ก่อนทะลุมิติเข้ามาในนิยาย เธอเป็นเด็กกำพร้า นี่เป็นครั้งแรกที่เรียกใครว่าแม่ จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างบอกไม่ถูก
ตอนพูดเธอก้มหน้าลงเล็กน้อย ตั้งใจฟังเสียงจากปลายสาย
“อืม” เสียงผู้หญิงอ่อนโยนดังมาจากปลายสาย “แม่รบกวนเวลาเรียนหรือเปล่าจ๊ะ ไม่ได้รบกวนลูกใช่ไหม”
“ไม่ค่ะ ตอนนี้หนูไม่มีเรียน” ปลายนิ้วของเหวินเหมียนเคาะด้านหลังโทรศัพท์เบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว “แม่มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
ปลายสายเงียบไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดเล็กน้อย
“ไม่มีธุระสำคัญอะไรหรอกจ้ะ” ผู้หญิงคนนั้นปรับน้ำเสียงให้นุ่มนวล อ่อนโยนอย่างที่สุด “แม่ลองนับวันดู อีกสิบกว่าวันก็จะถึงวันแรงงานแล้ว เลยอยากถามว่าถึงตอนนั้นลูกจะกลับบ้านมาพักสักสองสามวันไหม”
