เสี่ยวจินยืนอยู่บนจุดสูงสุดของตำหนักเทพสุริยัน ทอดสายตามองฝูงชนที่คุกเข่ากราบไหว้อยู่เบื้องล่าง ภายในใจเปี่ยมด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งความสะใจที่ล้างแค้นสำเร็จ และความรู้สึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ในฐานะราชันองค์ใหม่
แต่ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนเกี่ยวพันกับคนผู้หนึ่งในใจเขา
หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากนายท่าน ป่านนี้เขาคงยังถูกจินอู๋จิ้วไล่ล่า ต้องหลบหนีไปทั่วสารทิศ ไหนเลยจะได้กลับมายังภูเขาเทพสุริยัน
ทว่าบัดนี้ นอกจากจะแก้แค้นแทนบิดาได้สำเร็จและทวงทุกสิ่งที่ควรเป็นของตนกลับคืนมาแล้ว เขายังได้เป็นราชันองค์ใหม่แห่งภูเขาเทพสุริยัน ได้รับการกราบไหว้และเคารพยกย่องจากผู้คนทั้งปวง
ความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงนี้ทำให้หัวใจเขาเปี่ยมด้วยความซาบซึ้ง
แววตาของเสี่ยวจินเต็มไปด้วยความเคารพและซาบซึ้ง เขารีบเดินไปตรงหน้าหลี่เทียนหยวน ก่อนจะคุกเข่าทั้งสองข้างลงกับพื้นดังตุบ แล้วกล่าวว่า
“นายท่าน หากท่านไม่ยื่นมือช่วยเหลือ ข้าจะมีวันนี้ได้อย่างไร? บุญคุณครั้งนี้ ข้าจะจดจำไปชั่วชีวิต ผู้คนทั่วทั้งภูเขาเทพสุริยันก็จะจดจำพระคุณอันใหญ่หลวงของท่านไว้เช่นกัน!”
เสียงของเขาหนักแน่นกังวาน ดังก้องไปทั่วตำหนักเทพสุริยันอันกว้างใหญ่ ทุกถ้อยคำล้วนเปี่ยมด้วยความจริงใจ
หลี่เทียนหยวนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มบางเบา ก่อนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ ว่า “ลุกขึ้นเถิด ในเมื่อเราทำพันธสัญญาวิญญาณกันแล้ว ก็ถือเป็นนายกับบ่าว ข้าไม่ช่วยเจ้า แล้วจะช่วยผู้ใด? อีกอย่าง ยิ่งเจ้าแข็งแกร่ง ใบหน้าของนายอย่างข้าก็ยิ่งมีสง่าราศีมิใช่หรือ?”
น้ำเสียงของเขาสบาย ๆ ราวกับเรื่องทั้งหมดเป็นเพียงการช่วยเหลือเล็กน้อย ไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึง
เมื่อเสี่ยวจินได้ยินเช่นนั้น ก็อดนึกถึงตอนทำพันธสัญญาวิญญาณไม่ได้ ในชั่วขณะที่หยดโลหิตจากปลายนิ้วของนายท่านหลอมรวมเข้ากับหว่างคิ้วของเขา คำมั่นสัญญาที่ว่า “ต่อไปก็ตามข้ามา ข้าจะให้เจ้าได้กินดีอยู่ดี” ยังคงชัดเจนอยู่ข้างหู ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน
