“ไม่เป็นไร ศิษย์รัก เร่งหลอมพลังให้เร็วขึ้นอีกหน่อย เชื่อมั่นในตัวเอง เจ้าทำได้ พยายามให้สำเร็จภายในสองชั่วยาม”
หลี่เทียนหยวนถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างของมู่หรงหมิงเยว่ พลางใช้เทพญาณตรวจสอบสภาพภายในกายของนาง ในเมื่อนางมีกายาเทพวิถีเซียน การรับแรงปะทะจากพลังวิญญาณระดับนี้น่าจะยังทนไหว อย่างมากเส้นลมปราณก็เสียหาย ซึ่งถึงตอนนั้นใช้ผลวิญญาณเพียงผลเดียวก็ฟื้นฟูได้
เมื่อคิดเช่นนั้น พลังวิญญาณอันมหาศาลก็แปรเป็นสายสีทอง พุ่งทะยานไปยังตันเถียนของมู่หรงหมิงเยว่ภายใต้การควบคุมของเขา
“เจ้าค่ะ...อาจารย์...หมิงเยว่ทราบแล้ว”
เมื่อได้ยินคำให้กำลังใจจากหลี่เทียนหยวน มู่หรงหมิงเยว่ก็กัดฟันแน่น ก่อนทุ่มเทกำลังทั้งหมด หลอมพลังในศิลาศักดิ์สิทธิ์มหาวิถีต่อไป
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด หน้าผากของนางก็ชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ ใบหน้างามแดงระเรื่อ อาภรณ์บนกายเปียกชุ่มไปนานแล้ว ส่วนเว้าส่วนโค้งอันอ่อนช้อยปรากฏให้เห็นราง ๆ ชวนให้ใจหวั่นไหว
กาลเวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่าน ราวสองชั่วยามให้หลัง หลี่เทียนหยวนจึงค่อย ๆ ถอนพลังวิญญาณกลับมา
ชั่วพริบตานั้น มู่หรงหมิงเยว่รู้สึกว่าความเจ็บปวดทั่วร่างพลันมลายหายไป
“เฮ้อ...เฮ้อ!”
มู่หรงหมิงเยว่พ่นลมหายใจขุ่นออกมา ก่อนผ่อนลมหายใจยาว สีหน้าจึงค่อยกลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง
ทั่วร่างเปี่ยมด้วยพลัง มหาวิถีหลากสายโอบล้อมอยู่รอบกาย
เมื่อตรวจดูพลังบำเพ็ญ นางพบว่าไม่เพียงบรรลุถึงขั้นพ้นเคราะห์เกิดใหม่ช่วงปลายเท่านั้น กฎแห่งวิถีกระบี่ที่เพิ่งเริ่มฝึกก่อนหน้านี้ก็พัฒนาขึ้นจนหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในชั่วขณะนี้ ความเชี่ยวชาญในวิถีกระบี่จึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล
