ไท่เสวียนเจินเหรินเห็นทุกคนพร้อมใจกันต่อต้านศัตรูจากภายนอก ก็รู้สึกปลื้มใจอยู่ไม่น้อย
บัดนี้ยอดเขากระบี่หลิงอวิ๋นของหลี่เทียนหยวนคือสายสืบทอดที่เขาคาดหวังไว้มากที่สุด ส่วนเจียงเยว่หลีก็มีกายาเทพไร้เทียมทานถึงสองร่าง ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องปกป้องนางไว้ให้ได้
หากในเวลาเช่นนี้ยังมีผู้ใดขลาดเขลา ไม่รู้จักแยกแยะเรื่องหนักเบา เขาย่อมลงโทษอย่างหนัก ไม่มีผ่อนปรนเป็นอันขาด
“ทุกท่านโปรดใจเย็น เรื่องนี้ข้าย่อมรู้จักประมาณตน พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
ไท่เสวียนเจินเหรินเอ่ยเสียงเรียบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนจึงสงบลง ในเมื่อมีประมุขแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นี่ ก็ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขากังวลเรื่องใดจริง ๆ
เห็นดังนั้น ไท่เสวียนเจินเหรินก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ก่อนก้าวออกจากประตูสำนักอย่างเชื่องช้า
“ผู้มาเยือนคือคนจากตระกูลเจียงหรือ? เหตุใดไม่ลงมาพูดคุยกัน กลับซ่อนตัวอยู่ในห้วงมิติเล่า?”
เขายืนอยู่กลางอากาศ ก้มมองราชรถเทพมังกรวารีทองนอกดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว แล้วเอ่ยเสียงดังฟังชัด
“หึ ๆ ข้าคือเจียงเหอแห่งตระกูลเจียง วันนี้มาเยือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียวโดยเฉพาะ!”
สิ้นเสียงไท่เสวียนเจินเหริน เสียงหัวเราะเย็นชาก็ดังมาจากราชรถเทพมังกรวารีทอง แผ่ก้องไปทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียว
หลี่เทียนหยวนขมวดคิ้วแน่นทันที ความรู้สึกไม่ดีวูบผ่านเข้ามาในใจ
เขาสัมผัสได้ว่าผู้มาเยือนคราวนี้ไม่ธรรมดา ห่างชั้นจากเจียงเหิงก่อนหน้านี้อย่างเทียบกันไม่ติด
เป็นดังที่คาดไว้ อึดใจต่อมาเงาร่างสี่สายก็ก้าวลงจากราชรถเทพมังกรวารีทอง ทุกคนล้วนแผ่กลิ่นอายลึกล้ำ เห็นได้ชัดว่าเป็นยอดฝีมือไร้เทียมทาน
ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นอายของผู้อาวุโสผมขาวคนหนึ่งยังทัดเทียมกับไท่เสวียนเจินเหรินได้ด้วยซ้ำ
