ณ ใจกลางลุ่มแอ่งทรายดูด วังวนขนาดมหึมาหมุนช้าลงเรื่อย ๆ ทว่ารัศมีห้าสีตรงใจกลางกลับสว่างเจิดจ้ายิ่งขึ้น ราวกับดวงตะวันหลากสีที่จมอยู่ใต้พิภพ กำลังจะพุ่งทะยานออกมา
กลิ่นอายโบราณอันกว้างใหญ่ไพศาลที่แผ่กำจายอยู่ในอากาศเข้มข้นจนแทบจับต้องได้ กดดันให้ผู้บำเพ็ญตนที่มีพลังอ่อนด้อยบางคนหายใจแทบไม่ออก แต่กลับทำให้หัวใจของทุกคนเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเปี่ยมด้วยความปรารถนาและความละโมบ
ผู้บำเพ็ญชราผู้หนึ่งซึ่งมีหนวดเคราขาวโพลน สวมอาภรณ์แบบแคว้นหนานโบราณ ถูกกลุ่มผู้บำเพ็ญอิสระรายล้อมอยู่ตรงกลาง เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่ชัดเจนว่า
“...ดูจากรัศมีที่หดกลับเข้าไป และคลื่นมิติที่ค่อย ๆ สงบลง ก็พอจะเห็นได้ว่าพลังผนึกทางเข้ากำลังอ่อนกำลังลงถึงขีดสุด นี่คือกฎการเปิดของ ‘แดนลับเมฆหมอก’ ทุกครั้งที่ปรากฏสู่โลก พลังผนึกจะมีวัฏจักรแข็งแกร่งและอ่อนกำลังสลับกันไป
ยามนี้เป็นช่วงที่พลังผนึกอ่อนที่สุดในวัฏจักร ทั้งยังเป็นจังหวะเหมาะที่สุดในการเข้าไป หากพลาดคราวนี้ พลังผนึกจะกลับมาแข็งแกร่งขึ้นอีก ต้องรอจนถึงช่วงอ่อนกำลังครั้งต่อไป ซึ่งอาจต้องรออีกหลายร้อยปี”
แม้คำพูดของเขาจะเบา แต่ผู้มีพลังสูงส่งในที่นั้นล้วนได้ยินชัดถ้อยชัดคำ บรรยากาศพลันตึงเครียดยิ่งขึ้น ราวกับคันธนูที่ถูกเหนี่ยวจนสุดสาย
ในขบวนของวิหารเทพหนานหวง เทพธิดาหวงหลิงเยว่ผู้สวมหนังสัตว์ รูปร่างสูงเพรียวแข็งแรง ผิวสีน้ำผึ้งสุขภาพดี และมีโฉมหน้าชวนหลงใหลด้วยเสน่ห์ดิบเถื่อน เชิดคางขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบราวเหยี่ยวจับจ้องใจกลางวังวน รอบกายปรากฏอักขระสีเลือดโบราณวูบไหวเป็นระยะ เห็นได้ชัดว่านางรีดเร้นพลังสายเลือดจนถึงขีดสุดแล้ว
ทางด้านเขาร้อยอสูร ผู้อาวุโสผู้หนึ่งมีใบหน้ามืดหม่น แววตาคมกริบราวเหยี่ยว อีกทั้งยังมีชายหนุ่มคนหนึ่ง ทั้งคู่ถลึงตามองไปทางเจียงเยว่หลีอย่างดุดัน ก่อนจะกระซิบสั่งเหล่าศิษย์ในสำนัก สัตว์ปีศาจหลายตัวที่มีรูปร่างแตกต่างกันและแผ่กลิ่นอายดุร้ายถูกปล่อยออกมาอย่างเงียบเชียบ รายล้อมอยู่รอบขบวน เตรียมพร้อมจะจู่โจม
