เย่เฉินแทบร้องไห้ไม่มีน้ำตา เขารู้ว่าคราวนี้คงหนีไม่พ้น วันนี้ต้องถูกซ้อมสักยกอย่างแน่นอน
“ศิษย์พี่ทั้งสองมือเบาหน่อยนะ อย่าตีหน้าข้า ข้ายังต้องออกไปฝึกฝนประสบการณ์”
“วางใจเถอะ ศิษย์พี่รู้จักหนักเบา รับรองว่าเจ้าจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย หากออกไปเจอศัตรูแข็งแกร่ง อย่างน้อยก็มีทุนไว้ปกป้องตัวเองเพิ่มขึ้น”
มู่หรงหมิงเยว่กล่าวพลางยิ้มตาหยี ก่อนหันไปถามเจียงเยว่หลีว่า “ศิษย์น้อง เจ้าจะสั่งสอนศิษย์น้องก่อน หรือให้ข้าสั่งสอนก่อนดี?”
“ข้าก่อน! จะให้เสี่ยวเฉินเฉินได้รู้ล่วงหน้าว่าโลกนี้เต็มไปด้วยภัยอันตราย!”
“รับมือ!”
เจียงเยว่หลีพูดไปพลางถกแขนเสื้อขึ้น แล้วพุ่งเข้าใส่เย่เฉิน
ทันใดนั้น เสียงต่อสู้ดังเปรี้ยงปร้างก็ดังก้องไปทั่วลานบ้าน ดุเดือดเป็นพิเศษ
ขณะเดียวกันก็มีเสียงร้องโอดโอยดังมาเป็นระยะ ฟังดูก็รู้ว่าเจียงเยว่หลีกับมู่หรงหมิงเยว่กำลังตั้งใจถ่ายทอดเคล็ดวิชาและประสบการณ์การต่อสู้ให้ศิษย์น้อง หวังให้เขาแข็งแกร่งขึ้น
กระบวนการนี้ดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึงสองชั่วยามเต็ม
มู่หรงหมิงเยว่กับเจียงเยว่หลีมองเย่เฉินที่นอนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนพื้น ก่อนสบตากันแล้วยิ้ม จากนั้นก็หันหลังเดินจากไป
ทว่าก่อนออกไป ทั้งสองต่างแอบวางแหวนเก็บของคนละวงไว้บนโต๊ะข้าง ๆ อย่างไม่ให้ใครสังเกต
ในที่สุดก็ไปแล้ว!
สัตว์ร้ายสองตนนี่ไปเสียที
เย่เฉินนอนอยู่บนพื้น ถอนหายใจยาวออกมา ตอนนี้ทั่วร่างไร้เรี่ยวแรงแม้แต่น้อย กระทั่งนิ้วมือก็ยังคร้านจะขยับ
อย่างไรเสีย ไม่ว่าจะเป็นเจียงเยว่หลีหรือมู่หรงหมิงเยว่ ระดับการบำเพ็ญของทั้งคู่ก็สูงกว่าเขา อีกทั้งร่างกายยังแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าเขา
