......
ท้องนภาเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียวถูกย้อมด้วยสีเลือดไปแล้ว
เมื่อมองจากฟากฟ้า ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทั้งลูกไม่ต่างจากเครื่องบดเนื้อขนาดมหึมา ทุกอณูของผืนดินล้วนมีการเข่นฆ่า ทุกขณะล้วนมีชีวิตดับสูญ
กองทัพพันธมิตรแผ่เข้ามาจากทุกสารทิศดุจกระแสน้ำสีดำ
เหล่าศิษย์แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลิงเซียวตั้งค่ายกลศึกที่แตกหักต้านทานไว้ ราวโขดหินกลางคลื่นยักษ์ แม้สั่นคลอนใกล้พังทลาย แต่ก็ยังหยัดยืนไม่ล้มลง
ทว่าทุกคนต่างรู้ดีว่าความอดทนนี้ย่อมมีขีดจำกัด
ทางตะวันออกของตำหนักฟ้าดินเสวียนหวง อาภรณ์ขาวของมู่หรงหมิงเยว่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตแล้ว
นางยืนถือกระบี่ เบื้องหน้าคือซากศพมังกรจากเผ่ามังกรที่กองพะเนินดุจขุนเขา มังกรแท้เหล่านั้นซึ่งครั้งหนึ่งเคยผงาดทั่วห้วงดารา บัดนี้กลายเป็นเพียงซากศพเย็นเยียบ โลหิตมังกรรวมกันเป็นลำธาร ไหลคดเคี้ยวลงมาตามแนวเขา
“นี่ระลอกที่เท่าไรแล้ว?” มู่หรงหมิงเยว่พึมพำเบา ๆ น้ำเสียงเจือความเหนื่อยล้าที่ปิดไม่มิด
นางจำไม่ได้แล้วว่านี่เป็นการบุกระลอกที่เท่าไร กองทัพจากรังบรรพมังกรราวกับไร้ที่สิ้นสุด สังหารไปกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มก็โถมเข้ามา แม้ราชันมังกรไท่ซวีกับราชันมังกรสวรรค์จะถูกนางสะกดข่มไว้ชั่วคราว แต่กองทัพมังกรหมื่นตนก็ยังโจมตีอย่างบ้าคลั่ง
แสงกระบี่สามพันสาย ทุกกระบี่ล้วนผลาญพลังวิญญาณมหาศาล
แม้มีพลังบำเพ็ญระดับว่าที่จักรพรรดิ แม้มีรากฐานจากการเวียนว่ายตายเกิดนับร้อยชาติ แต่เมื่อต้องต่อสู้อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ พลังของนางก็เริ่มไม่พอรับมือ
มู่หรงหมิงเยว่สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณในกายกำลังเหือดหายอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่กวัดแกว่งกระบี่ ราวกับกำลังสูบพลังชีวิตของนางจนแห้งเหือด แขนเริ่มสั่นสะท้าน บาดแผลที่ง่ามนิ้วซึ่งเพิ่งสมานก็ฉีกเปิดอีกครั้งเมื่อฟาดกระบี่คราถัดไป
“ถอยไม่ได้” นางกัดฟันแน่น ประกายในดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว “อาจารย์กำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการพิสูจน์มรรคา หากข้าถอยแม้เพียงก้าวเดียว อาจารย์ก็จะตกอยู่ในอันตรายเพิ่มขึ้นอีกส่วน”
