แม้เมื่อครู่ทุกคนจะถูกเฉินต้าซานทำเอาขวัญหนีดีฝ่อจนวิ่งหนีกันหัวซุกหัวซุน แต่พอกลับมารวมกลุ่มกันได้ พวกเขาก็ไม่วายพากันกล่าวโทษคนอื่นอย่างเอาเป็นเอาตาย!
“เมื่อกี้แกนั่นแหละวิ่งเร็วที่สุด!”
“พูดบ้าอะไรของแก แกวิ่งก่อนชัด ๆ ฉันเห็นพวกแกวิ่งหนีแล้วถึงได้วิ่งตาม!”
“เป็นผู้ชายแท้ ๆ ยังจะมาเทียบกับผู้หญิงอย่างฉันอีก ไม่อายบ้างหรือไง?”
“จะเถียงอะไรกันนักหนา?” หลี่ลี่ตงตวาดเสียงดัง ดวงตาแดงก่ำ “ถ้าเมื่อกี้พวกแกไม่หนีกันหมด เฉินต้าซานจะกล้ากำเริบเสิบสานขนาดนั้นหรือ?”
“พวกเรามีคนมากกว่า ถ้ารุมสู้กับมันจริง ๆ มันจะยิงพวกเราทั้งหมดได้หรือไง?”
“สู้เหรอ? เอาอะไรไปสู้? ปากเน่า ๆ ของแกน่ะหรือ?” ใครบางคนในฝูงชนตะโกนเย้ยหยัน “เมื่อกี้ทำไมแกไม่พูดว่าจะสู้กับมันล่ะ?”
“ตอนเสียงปืนดัง ฉันเห็นแกฉี่ราดกางเกงกับตา!”
หลี่ลี่ตงหน้าแดงก่ำ เขาก้มมองเป้ากางเกงที่ยังมีไอร้อนลอยขึ้นมา อ้าปากพะงาบอยู่หลายครั้งแต่พูดไม่ออก
พริบตาเดียว คนที่เมื่อครู่ยังเถียงกันไม่หยุดก็เงียบกริบ!
ที่พากันกล่าวโทษคนอื่น ก็แค่ต้องการรักษาหน้าตัวเองไว้สักหน่อยเท่านั้น!
ทุกคนรู้ดีแก่ใจว่า ใครกล้าไปก่อเรื่องที่บ้านเฉินต้าซานอีก ต่อให้ไม่โดนเขายิง อย่างน้อยก็ต้องถูกรีดไถจนหมดตัว!
คิดจะบีบให้เฉินต้าซานควักเงินมาอุดช่องโหว่ให้ทุกคน ทางนี้คงไม่มีหวังแล้ว!
บ้านหลี่ลี่ตงถูกขนของไปจนเกลี้ยงจริง ๆ กระทั่งเก้าอี้ให้นั่งยังไม่มี ทุกคนจึงยืนเรียงกันอยู่ในห้องโถงราวกับเสาธง
ป้าหวังยกมือปัดธรณีประตูสองสามที ก่อนหย่อนก้นลงนั่ง “จะปล่อยให้เรื่องจบลงแบบนี้ไม่ได้หรอก บ้านฉันยังมีหัวบุกอีกตั้งพันกว่าชั่ง!”
“จะกลัวอะไร?” หลี่เว่ยผิงสะบัดหิมะออกจากรองเท้า แล้วขึ้นเสียงอย่างฉับพลัน “เถ้าแก่ที่รับซื้อหัวบุกก็ไม่ได้พูดตัดรอนเสียหน่อย!”
