ป้าหวังหน้าบึ้ง มองเฉินต้าซานกับจ้าวฮุ่ยหลาน ก่อนหันไปพูดเสียงแหลมใส่ชาวบ้านรอบข้างว่า “เห็นหรือยัง?”
“ตอนนี้พอมีเงิน มีผู้ใหญ่หนุนหลังแล้ว เจอหน้ากันยังขี้เกียจทักทายพวกเราเลย!”
เห็นได้ชัดว่าป้าหวังจงใจหาเรื่อง!
เฉินต้าซานกับจ้าวฮุ่ยหลานยังอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร อีกทั้งยังถูกต้นไม้ใหญ่ริมทางหลายต้นบังสายตา จนมองไม่ออกด้วยซ้ำว่าใครเป็นใคร จะให้ทักทายกันได้อย่างไร?
แต่ชาวบ้านรอบข้างกลับเห็นด้วยกับคำพูดของป้าหวัง พากันพยักหน้าสนับสนุนทันที “นั่นสิ พอร่ำรวยขึ้นมา ตาก็แทบจะลอยขึ้นไปอยู่บนหัวแล้ว!”
“เมื่อก่อนยากจนก็ทำเป็นน่าสงสารเก่ง พอมีเงินปุ๊บก็เผยธาตุแท้ออกมาปั๊บ!”
หลี่เอ้อร์จู้โกรธจนหน้าแดงก่ำ พึมพำโต้กลับว่า “อย่าพูดเหลวไหล พี่ต้าซานไม่ใช่คนแบบนั้น...”
แต่เสียงของเขาถูกเสียงคนรอบข้างที่พากันกล่าวสนับสนุนกลบหายไปในพริบตา
เมื่อเฉินต้าซานได้ยินความเคลื่อนไหวทางนี้ เขาก็ยื่นมือโอบจ้าวฮุ่ยหลานที่มีสีหน้ากระวนกระวาย คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
พอทั้งสองเดินเข้ามาใกล้และกำลังจะเอ่ยปาก ป้าหวังก็แค่นเสียงเย็นชา ก่อนพูดเหน็บแนมว่า “โอ้โฮ วีรบุรุษกับแบบอย่างของหมู่บ้านยอมชายตามองคนอื่นแล้วหรือ? แปลกจริง ๆ!”
เฉินต้าซานขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม “ป้าหวัง พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ? เมื่อกี้เมียผมยังบอกอยู่เลยว่าป้าเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวเรา!”
พูดจบเขาก็หยิบห่อกระดาษน้ำมันออกมาจากอก ยัดใส่มือป้าหวัง “นี่เป็นขนมที่ผมตั้งใจซื้อกลับมาฝากป้าตอนไปอำเภอเมื่อสองวันก่อน!”
“ไม่รู้ว่าป้าชอบกินอะไร เลยซื้อมาอย่างละนิดละหน่อย ขอบคุณที่คอยช่วยเหลือพวกเราอยู่หลายครั้งตอนลำบากที่สุด!”
ข้าวโพดราคาจินละแค่ 9 เฟิน แป้งข้าวโพดหนึ่งกำมือยังแทบไม่มีค่าแม้แต่ 1 เฟิน!
แต่ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด ป้าหวังยอมแบ่งแป้งข้าวโพดหนึ่งกำมือให้จ้าวฮุ่ยหลาน ก็เท่ากับช่วยชีวิตเธอกับเฉินต้าซานไว้แล้ว
