หยางซือชู่เย็บเข็มสุดท้ายเสร็จ ร่างทั้งร่างแทบจะเซถลาไปด้านข้าง
เซิ่งกวานเป่ยไหวตัวทัน รีบยื่นมือประคองไว้หลวม ๆ
หยางซือชู่เงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง “ขอบใจนะ เพื่อน”
เซิ่งกวานเป่ยพยักหน้า ยิ้มอย่างพอใจเป็นพิเศษ “ไม่เป็นไร เพื่อน”
ฟ่านอิงถอดถุงมือ สายตายังคงจับจ้องจอมอนิเตอร์ อัตราการเต้นของหัวใจคงที่ ความดันโลหิตประคองไว้ได้แล้ว ระดับออกซิเจนในเลือดก็ดีมาก
ในที่สุดเธอก็ผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ “ส่งไปห้องสังเกตอาการ หลังผ่าตัด 6 ชั่วโมงให้เฝ้าดูอุณหภูมิ อาการปวดท้อง แล้วก็ปริมาณของเหลวจากท่อระบาย ให้ยาป้องกันการติดเชื้อต่อ ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดกับค่าตับและถุงน้ำดีซ้ำ ช่วงฟื้นจากยาสลบอย่าปล่อยให้อยู่คนเดียว”
ร้อยโทที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พยักหน้าทันที “รับทราบครับ”
หยางซือชู่ทุบไหล่ตัวเอง “พี่ฝิ่น ตอนนี้ฉันหิวจนกินวัวทั้งตัวได้เลย”
เซิ่งกวานเป่ยรีบรับคำ “โรงอาหารมีน่องไก่นะ”
หยางซือชู่มองเขาด้วยแววตาหม่นลงทันที “เพื่อน ไหนบอกว่าจะพาไปกินของอร่อยไง สุดท้ายเป็นน่องไก่โรงอาหารเนี่ยนะ?”
เซิ่งกวานเป่ยเกาจมูก “ตอนพวกคุณผ่าตัดกัน จิ่นจู้ไปขออนุญาตที่กองบัญชาการแล้ว แต่ใบขอออกนอกค่ายไม่ผ่าน...”
อีก 2 ชั่วโมงต่อมา ฟ่านอิงกับหยางซือชู่ก็จัดการกับ “เหตุฉุกเฉิน” ของวันนี้เสร็จเสียที
ตอนนี้ทั้งคู่นั่งทำหน้าหมดคำพูดอยู่ในโรงอาหารของเขตทหาร ซึ่งอยู่ใกล้อาคารกองบัญชาการกองพล
หยางซือชู่มองถาดอาหารตรงหน้า สีหน้าบอกบุญไม่รับ “ฉันมาอยู่ที่นี่ตั้งหลายวัน แต่ไม่เคยมาที่โรงอาหารนี้เลย ฉันกับพี่ฝิ่นแทบไม่เคยเข้าไปในเขตที่อยู่ลึกเข้าไปจากสนามฝึก ไม่คิดเลยว่าจะมีโรงอาหารอยู่ตรงนี้ด้วย”
เซิ่งกวานเป่ยเกาหัวอย่างเก้อเขิน “อ่า ใช่ ๆ... ปกติพวกเรากินข้าวกันที่นี่”
หยางซือชู่ถาม “ไหนบอกว่าจะไปกินที่ถนนเก่าไง?”
เหยียนอี้ซานกระแอม “คือว่า... ข้างบนไม่อนุมัติใบขอออกนอกค่ายของพวกเรา ก็เลยไปไม่ได้”
เขาชี้ไปที่ถาด พยายามปลอบใจ “ดูสิ กับข้าวก็ไม่เลวเลยนะ มีผัก แตงกวา แล้วก็น่องไก่”
หยางซือชู่ก้มมองถาดอาหาร “โรงอาหารนี่มันต่างจากที่พวกเรากินกันตรงไหน? กับข้าวก็เหมือนกันหมดไม่ใช่เหรอ!”