แสงยามเช้าส่องลอดช่องว่างเข้ามา ตกเป็นริ้วสีทองบางเบาบนขอบเตียง
ฟ่านอิงตื่นขึ้น ยื่นมือไปคลำหาโทรศัพท์ พอหน้าจอสว่างขึ้น ข้อความอรุณสวัสดิ์จากหลิ่วอวี้ก็ปรากฏอยู่ตรงนั้นเหมือนเช่นทุกวัน
หัวใจเธออบอุ่นขึ้นมา อ้อ พวกเขาแอบคบกันมาได้กว่าสองสัปดาห์แล้วนี่นา
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลิ่วอวี้ส่งข้อความอรุณสวัสดิ์กับราตรีสวัสดิ์ให้เธอทุกวัน ไม่ว่าเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็จะบอกเธอเสมอ ขอแค่ได้จับโทรศัพท์ สิ่งแรกที่เขาทำก็คือส่งข้อความหาเธอ
เมื่อก่อนฟ่านอิงเคยคิดว่าเรื่องแบบนี้น่าเบื่อจะตาย ต้องรักกันขนาดไหนถึงต้องรายงานทุกเรื่องแบบนี้นะ?
แต่ตอนนี้เธอไม่คิดอย่างนั้นอีกแล้ว โดนตบหน้าจนพูดไม่ออกเลยจริง ๆ
เธอพลิกตัวนอนคว่ำ เอาหน้าซบหมอน อดหัวเราะไม่ได้
ทุกวันหลังหลิ่วอวี้ฝึกเสร็จ เขาจะหาเรื่องชวนเซิ่งกวานเป่ยมาที่หน่วยแพทย์สนาม
ตอนแรกหนิงฉีเฉิงยังขมวดคิ้วถามว่า “หน่วยสือฉีไม่มีอะไรทำแล้วหรือไง?” แต่หลัง ๆ เขาก็ชินชาไปเสียแล้ว
เซิ่งกวานเป่ยมาอย่างเปิดเผย เหตุผลที่ใช้ก็เป็น “มาช่วยขนของ” ตลอด ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับจับจ้องหยางซือชู่ไม่วาง
ส่วนหลิ่วอวี้หนักกว่า เขายืนเงียบ ๆ อยู่ตรงนั้น สีหน้าเย็นชาไม่เปลี่ยน
แต่ทุกวันเขาจะหาโอกาสช่วงที่ไม่มีใครทันสังเกต เดินมาหาเธอ ช่วยเปิดขวดน้ำ ยกของหนักออกจากมือ หรือฉวยจังหวะที่คนอื่นไม่เห็น บีบมือเธอเบา ๆ สักที
เหยียนอี้ซานแทบจะเป็นโล่กำบังชั้นดีของหลิ่วอวี้ เพราะตัวเขาเองก็อยากมาเยี่ยมน้องสาวลูกพี่ลูกน้องอยู่แล้ว
พอหลิ่วอวี้ เหยียนอี้ซาน และเซิ่งกวานเป่ยมากันแล้ว การที่สมาชิกอีกสองคนของหน่วยสือฉีจะตามมาด้วยก็ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันที
...จนถึงตอนนี้เหยียนอี้ซานก็ยังคิดว่าทุกอย่างปกติดี
บางครั้งฟ่านอิงเห็นท่าทางซื่อ ๆ ของเหยียนอี้ซานที่เหมือนกำลังบอกว่า “น้องสาวฉันเหนื่อยแย่เลย ฉันมาเยี่ยมสักหน่อย” ก็รู้สึกผิดอยู่ครู่หนึ่งเหมือนกัน จะว่าไป ถ้าไม่ใช่เพราะภารกิจครั้งก่อน ป่านนี้เหยียนอี้ซานคงยังคิดว่าเธออยู่ที่โรงพยาบาลกองพล...
ฉวีม่ายกับเจียงจิ่นจู้ก็ไม่มีธุระอะไรเป็นพิเศษ พอมาถึงก็ช่วยยกกล่อง เข็นอุปกรณ์ แถมยังช่วยหน่วยแพทย์สนามตรวจนับเวชภัณฑ์อีกด้วย