หากคนคนนั้นไม่เคยมา หากเธอไม่เคยเห็นความทรงจำเหล่านั้น ตอนนี้เธอคงกำลังเตรียมตัวเรียนจบอย่างมีความสุข จากนั้นก็กลับบ้านไปช่วยทำงาน รอให้พ่อแม่หาคู่ให้ แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ลงไม้ลงมือ มีลูกสักสองสามคน แล้วชีวิตทั้งชีวิตก็คงผ่านไปเช่นนั้น
เหมือนผู้หญิงทุกคนในหมู่บ้าน เธอคงไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่เธอกลับได้พบ ได้เห็นเข้าแล้ว!
น้ำตายังไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ เธอร้องไห้ไร้เสียง เสียงพี่สะใภ้ใหญ่กล่อมลูกจากห้องข้าง ๆ ยังแว่วมาให้ได้ยิน จะให้ใครรู้ไม่ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าชู่เหอยังไม่ทันลุกจากเตียง ไก่ในลานเพิ่งขันครั้งแรก ก็ได้ยินเสียงคนเคาะหน้าต่างเบา ๆ
“เหอหนู ตื่นหรือยัง?” เป็นเสียงของเจ้าโช่วเถียน
เจ้าชู่เหอขยี้ตาแล้วลุกขึ้นนั่ง “พ่อหรือ? ตื่นแล้วค่ะ”
“ออกมาหน่อย พ่อมีเรื่องจะคุยด้วย”
เจ้าชู่เหอสวมเสื้อบุนวมแล้วเดินออกไป เจ้าโช่วเถียนยืนอยู่กลางลาน สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก ท่าทางเหมือนอยากพูดแต่ก็ลังเล...เจ้าชู่เหอพอเดาได้แล้ว
“ลูกเอ๋ย พ่อส่งลูกเรียนต่อไม่ไหว เมื่อคืนพ่อกับแม่ลองคำนวณดูแล้ว ทั้งเงิน 50 หยวน ข้าวโพด 230 ชั่ง...ถ้าลูกไปเรียน คนที่บ้านก็ต้องอดข้าว ต่อให้พ่อคำนวณเก่งแค่ไหน ก็เสกบัญชีที่ขาดให้กลายเป็นเกินไม่ได้หรอก”
เจ้าชู่เหอรู้ว่าพ่อพูดความจริง เธอฝืนยิ้มแล้วตอบว่า “ไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูแค่คิดไปชั่ววูบ อีกไม่กี่วันก็คงดีขึ้น”
เจ้าโช่วเถียนถอนหายใจ สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เขาลุกขึ้นปัดฝุ่นที่ขากางเกง ก่อนหันหลังเดินออกจากประตูลานไป
เจ้าชู่เหอมองแผ่นหลังของพ่อ จมูกแสบจนแทบกลั้นไม่อยู่ เธอกลับเข้าห้อง พับผ้าห่ม ล้างหน้า ถึงเวลาทำงานก็ทำงาน ถึงเวลาไปเรียนก็ไปเรียน ชีวิตยังต้องดำเนินต่อ
สองวันต่อมา เสียงเด็กร้องงอแงดังมาจากนอกประตูลาน เจ้าชู่เหอออกไปดู ก็เห็นติงเฟิ่ง พี่สะใภ้สาม จูงลูกชายคนโต แบกลูกคนเล็กไว้บนหลัง เดินเข้าลานมาอย่างรีบร้อน
“แม่! หนูกลับมาแล้ว!” ติงเฟิ่งเสียงดัง ยังไม่ทันเข้าบ้าน เสียงก็มาถึงก่อนแล้ว
หลี่ฉงเซียนเดินออกมาจากห้องโถง “อ้าว ยังรู้จักกลับมาด้วยหรือ? ฉันนึกว่าเธอจะปักหลักอยู่บ้านแม่ไปแล้วเสียอีก”
ติงเฟิ่งรีบยิ้มประจบ “แม่อย่าโกรธเลยค่ะ หนูแค่พาลูกกลับไปอยู่สักสองวัน แม่หนูคิดถึงหลานนี่คะ”
หลี่ฉงเซียนฮึดฮัด ไม่พูดอะไรต่อ
เจ้าม่านจู่ออกมาจากห้องข้าง “เมียจ๋า ในที่สุดเธอก็กลับมา! ถ้าไม่กลับมาอีก ฉันคงไม่รู้แล้วว่าหม้อใบนี้จะให้ใครล้าง”
ติงเฟิ่งวางลูกที่แบกอยู่ลง แล้วกวาดตามองรอบ ๆ ก่อนถามเจ้าม่านจู่เสียงเบา “ฉันได้ยินพี่สะใภ้ใหญ่ฝากคนมาบอกว่าที่บ้านจะแยกครอบครัวกันแล้วหรือ? เกิดอะไรขึ้น? เป็นเพราะเรื่องที่น้องสาวจะเรียนต่อหรือเปล่า?”
เจ้าม่านจู่ไม่พอใจ จึงตอบว่า “เรื่องแยกครอบครัวพูดกันไว้นานแล้ว ไม่เกี่ยวกับน้องสาว”
ติงเฟิ่งไม่เชื่อ “แล้วเธอยังจะเรียนต่อหรือเปล่า?”
เจ้าม่านจู่ตอบว่า “ไม่เรียนแล้ว พ่อบอกว่าส่งเสียไม่ไหว”
ติงเฟิ่งถึงค่อยโล่งใจ ตอนมื้อเย็นทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงกินข้าว ติงเฟิ่งป้อนข้าวต้มให้ลูกชายคนเล็กไปพลางพูดคุยไปพลาง ไม่รู้ว่าอย่างไรหัวข้อสนทนาก็วกมาถึงเจ้าชู่เหอ “น้องสาว พี่สะใภ้ขอพูดจากใจนะ เรียนจนจบมัธยมต้นได้ สำหรับหมู่บ้านเรา เธอก็โดดเด่นที่สุดแล้ว”
เจ้าชู่เหอไม่พูดอะไร ก้มหน้าก้มตากินข้าว
ติงเฟิ่งพูดต่อ “พี่สาวใหญ่ซูหลานเรียนจบประถมก็กลับบ้านมาทำงานแล้ว เธอเรียนมากกว่าพี่ตั้งหลายปี! ทั้งบ้านประหยัดอดออมส่งเธอเรียนมาจนถึงตอนนี้ เท่ากับได้เสวยสุขเพิ่มมาตั้งสองปีแล้ว!”
เจ้าม่านจู่เหลือบมองภรรยา “พอได้แล้ว หุบปากแล้วกินข้าวไป!”
ติงเฟิ่งไม่พอใจ “ฉันพูดแค่สองคำแล้วผิดตรงไหน? บ้านเรามีคนตั้งสิบกว่าชีวิต ต้องพึ่งแต้มแรงงานนิดหน่อยนั่นประทังชีวิต บ้านเราก็ไม่ได้มีฐานะดีอยู่แล้ว ฉันพูดเรื่องจริงบ้างไม่ได้หรือไง?”
เจ้าชู่เหอกินข้าวคำสุดท้ายในชามจนหมด ลุกขึ้นพูดว่า “หนูอิ่มแล้ว” จากนั้นยกชามไปล้างในครัว ตอนที่เธอกำลังล้างชาม ติงเฟิ่งยังคงบ่นอะไรบางอย่างกับเจ้าม่านจู่ข้างนอก น้ำเสียงดังบ้างเบาบ้าง
หลี่ฉงเซียนเข้ามาหยิบของ เห็นเธอยืนอยู่ข้างเตาเพียงลำพัง จึงเดินเข้ามาตบไหล่เบา ๆ โดยไม่พูดอะไร
เจ้าชู่เหอก็ไม่พูดอะไรเช่นกัน
บางเรื่องไม่ต้องให้เธอพูด แม่ก็เข้าใจอยู่แล้ว นับแต่วันนั้น เจ้าชู่เหอก็ไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องเรียนอีก เธอยังคงไปเรียนที่โรงเรียนมัธยมประจำตำบลตามปกติทุกวัน กลับมาก็ช่วยทำงาน ให้อาหารหมู ตักน้ำ ซักเสื้อผ้า ถึงเวลาอะไรต้องทำก็ทำไป
บางครั้งหลี่ฉงเซียนมองเธอแล้วรู้สึกว่าลูกคนนี้เงียบขรึมกว่าแต่ก่อนมาก แต่กลับทำงานคล่องแคล่วขึ้น มือไม้รวดเร็ว แถมยังมีแรงมากกว่าเดิม ไม่รู้ว่าโตขึ้นแล้วหรืออย่างไร
ทุกคืนหลังเจ้าชู่เหอหลับไป เธอจะเปิดดูบทเรียนเหล่านั้น เริ่มทบทวนตั้งแต่ระดับมัธยมต้น ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษา จีน ฟิสิกส์ เคมี ทยอยเรียนไปทีละวิชา
ตรงไหนไม่เข้าใจก็อ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่า อ่านจนจำขึ้นใจ กลางวันเธอก็ตั้งใจฟังในห้องเรียน โจทย์ที่อาจารย์อู๋สอน เธอทำได้แทบทั้งหมด บางครั้งอาจารย์ยังสอนไม่จบ เธอก็รู้คำตอบแล้ว
ครั้งหนึ่งอาจารย์อู๋เรียกเธอตอบคำถาม หลังจากเธอตอบเสร็จ อาจารย์อู๋มองเธอแล้วถอนใจ ไม่พูดอะไร เพียงบอกให้เธอนั่งลง
——————
วันเวลาเคลื่อนผ่านไปเช่นนี้ วันแล้ววันเล่า พอเข้าฤดูใบไม้ผลิ งานในไร่นาก็เริ่มยุ่ง เจ้าชู่เหอกลับบ้านช่วงสุดสัปดาห์ก็ลงนาไปช่วยด้วย
เธอทำงานเร็วกว่าก่อนมาก ติงเฟิ่งถึงกับเอ่ยว่า “น้องสาวนี่แรงเยอะขึ้นนะ” เจ้าชู่เหอตอบเพียงว่า “กินอิ่มก็มีแรงแล้ว”
อากาศร้อนขึ้นทุกวัน ดอกซิ่งโรยแล้วดอกท้อก็ผลิบาน พอดอกท้อร่วง ข้าวสาลีก็เริ่มออกรวง...วันที่ 18 มิถุนายนเป็นวันเกิดของเจ้าชู่เหอ เธออายุ 17 ปีแล้ว
หลี่ฉงเซียนตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ต้มไข่ให้เธอสองฟอง ใช้ผ้าแดงห่อแล้วยัดใส่มือ “เหอหนู โตขึ้นอีกปีแล้วนะ”
เจ้าชู่เหอรับมา ไข่ยังร้อนมือ “ขอบคุณค่ะแม่” อายุ 17 ปี เธอโตขึ้นอีกหนึ่งปีแล้ว
ปลายเดือน เธอเรียนจบมัธยมต้น วันสุดท้ายที่ไปโรงเรียน เจ้าชู่เหอเก็บตำราเรียนมัดเป็นตั้งด้วยเชือก
เพื่อนผู้หญิงหลายคนในห้องจับกลุ่มพูดคุยหัวเราะกัน บ้างบอกว่าจะกลับบ้านไปช่วยทำนา บ้างว่าพ่อแม่กำลังหาคู่ให้ บ้างก็ว่าลูกชายบ้านแซ่จางจากหมู่บ้านข้าง ๆ ฝากคนมาถามข่าว...เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วคึกคักเหลือเกิน
มีคนถามเจ้าชู่เหอ “ชู่เหอ เรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อ?”
เจ้าชู่เหอยิ้ม “กลับบ้านสิ จะทำอะไรได้อีกล่ะ”
“คะแนนเธอดีขนาดนั้น ไม่เรียนต่อแล้วหรือ?”
เจ้าชู่เหอส่ายหน้า “ไม่เรียนแล้ว”
อีกฝ่ายไม่ได้ถามต่อ บทสนทนาก็เปลี่ยนไปพูดถึงหนุ่มบ้านไหนหน้าตาดีแทนอย่างรวดเร็ว
ตอนเจ้าชู่เหอสะพายกระเป๋าเดินออกจากประตูโรงเรียน เธอหันกลับไปมองโรงเรียนที่ล้อมด้วยกำแพงดินแห่งนั้น ต่อไปคงไม่ต้องเดินบนเส้นทางนี้อีกแล้ว เจ้าชู่เหอค่อย ๆ ก้าวมุ่งหน้าเข้าไปในเขา
เธออายุ 17 ปี เรียนจบมัธยมต้นแล้ว สิ่งที่รออยู่ต่อจากนี้คือกลับบ้านไปทำงาน จากนั้นก็ให้คนหาคู่ให้ แล้วแต่งออกไป
บทเรียนเหล่านั้นยังอยู่ในหัว ทุกคืนเธอยังคงเปิดดู แต่ดูไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร? ไม่มีโรงเรียนไหนรับเธอ ไม่มีใครให้โอกาส ความรู้เหล่านั้นอยู่ในหัวก็เหมือนอาหารในตำรา ต่อให้เห็นอยู่ตรงหน้า แต่หากกินไม่ได้ก็คือกินไม่ได้
