ยามนี้ ริมรถลา
หลี่ชุ่ยฮัวลอบย่องมา เกรงว่าเสียงจะดังจนปลุกคนให้ตื่น จึงไม่กล้ารื้อค้นไปทั่ว ได้แต่ยื่นก้นโด่ง เหยียดคอยาวดมกลิ่นไปทั่วราวกับสุนัข
นางดมวนอยู่รอบหนึ่ง ในที่สุดก็ได้กลิ่นไก่ย่างจากมุมรถเข็น
นางดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่ ค่อย ๆ ยกสิ่งของที่ทับอยู่ด้านบนออกอย่างเบามือ หยิบไก่ย่างห่อกระดาษน้ำมันขึ้นมา แล้วฉีกยิ้มจนเห็นฟันเหลือง ก่อนจะสาวเท้าวิ่งกลับไป
โจวต้ายหยงหิวจนรอไม่ไหวมานานแล้ว พอเห็นนางได้ไก่ย่างมา ก็รีบวิ่งเข้าไปแย่งมาทันที
หลี่ชุ่ยฮัวเห็นเขากำลังจะแกะห่อ ก็รีบห้ามว่า “ลูกเอ๋ย อย่าเพิ่งกิน รอเข้าไปในป่าก่อนค่อยกิน อย่าให้คนอื่นได้กลิ่นเข้า”
โจวต้ายหยงเฝ้าคิดถึงมันมาทั้งวัน จนเจ้าหนอนตะกละในท้องแทบเลื้อยขึ้นมาถึงลำคอแล้ว บัดนี้ของอยู่ในมือ จะยังรอเข้าไปกินในป่าได้อย่างไร
เขาไม่ฟังคำมารดา ฉีกกระดาษน้ำมันที่ห่อไก่ย่างออก แล้วอ้าปากเตรียมกัดลงไป
ใครจะคิดว่าเมื่อกระดาษน้ำมันถูกฉีกออก อาศัยแสงริบหรี่จากกองไฟที่อยู่ไม่ไกล สิ่งที่เห็นกลับเป็นกองกระดูกไก่ที่ถูกแทะจนเกลี้ยง
เขาชะงักงันไป
ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่ได้สติ ทั้งยังถามอย่างงุนงงว่า “ท่านแม่ ไก่ย่างควรจะมีเนื้อใช่หรือไม่”
ไก่ย่างหอมฉุย ย่อมต้องมีหนังและเนื้อที่ชุ่มมันอยู่แล้ว
หลี่ชุ่ยฮัวนึกว่าเขาถูกกลิ่นหอมยั่วจนมึนงง
นางกำลังจะตอบ พลันมีเสียงตะโกนดังมาจากด้านหลังว่า “จับขโมย!” ทันใดนั้นกระบองก็ฟาดลงมาใส่ร่างราวกับห่าฝน เจ็บจนนางกัดฟันแยกเขี้ยว ทั้งยังไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ ทำได้เพียงกอดศีรษะเอาไว้
โจวต้ายหยงที่อยู่ข้าง ๆ ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน
แม่ลูกทั้งสองถูกตีจนกอดหัววิ่งหนีอลหม่าน ร้อง “โอ๊ย ๆ” พลางตะโกนขอชีวิต
