พอข่าวว่ากาแฟปั้นซิงจะปิดร้านแพร่ออกไป ปฏิกิริยาภายในบริษัทก็รุนแรงกว่าที่หลินเจ๋อคาดไว้มาก
ห้าร้าน
ปิดรวดเดียว
สำหรับแบรนด์ที่ประชาสัมพันธ์มาตลอดว่าเป็น “ร้านเชนแปดสาขาในเจียงไห่” ก็เท่ากับหั่นร้านทิ้งไปเกินครึ่งในคราวเดียว
วันนั้นแชตกลุ่มพนักงานก็เดือดทันที
“บริษัทเงินหมดหรือเปล่า?”
“ระดมทุนไม่สำเร็จเหรอ?”
“กาแฟปั้นซิงจะเจ๊งแล้วเหรอ?”
“เงินเดือนเดือนนี้ยังจะออกไหม?”
ข่าวลือแพร่กระจายเร็วเหมือนทุกที
เจ้านายประกาศว่า:
ปรับโครงสร้างธุรกิจ
พนักงานได้ยินว่า:
บริษัทใกล้เจ๊งแล้ว
เพื่อให้ทีมใจเย็นลง คืนนั้นหลินเจ๋อจึงเรียกประชุมพนักงานทุกคนทันที
ไม่ได้พูดให้ฝันหวาน
แต่ชี้แจงสถานการณ์ตรง ๆ
“บริษัทเพิ่งปิดดีลระดมทุนรอบใหม่”
“ในบัญชียังมีเงิน”
“ที่ปิดห้าร้าน เพราะร้านพวกนั้นขาดทุนต่อเนื่องมานาน”
“เราจะเก็บร้านที่ทำกำไรไว้สามร้าน”
“สำหรับพนักงานประจำของร้านที่ปิด บริษัทมีทางเลือกให้สองแบบ”
“คนที่อยากอยู่ต่อ จะได้รับการพิจารณาให้ย้ายไปประจำร้านที่เหลือหรือทำงานที่สำนักงานใหญ่ก่อน”
“ส่วนคนที่ไม่สะดวก หรือไม่มีตำแหน่งที่เหมาะสม บริษัทจะชดเชยตามสัญญาจ้างตามปกติ”
พอพูดจบ
อารมณ์ของพนักงานก็สงบลงอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่ทุกคนกลัวที่สุดไม่ใช่การปิดร้าน
แต่เป็นเจ้านายขนคอมพิวเตอร์หนีไปตอนกลางดึกต่างหาก
วันรุ่งขึ้นพนักงานมาทำงาน
แล้วเจอกระดาษเอสี่แปะอยู่หน้าประตูว่า:
【บริษัทหยุดดำเนินกิจการชั่วคราวเนื่องจากปรับกลยุทธ์】
ส่วนเงินเดือนค่อยไปทวงกันชาติหน้า
กาแฟปั้นซิงไม่ได้ทำแบบนั้น
การปิดร้านเริ่มต้นขึ้น
ทรัพย์สินอะไรขายได้ก็ขาย
อุปกรณ์ที่ย้ายไปใช้ในร้านที่เหลือได้ก็ขนไป
แม้แต่ของตกแต่งราคาแพงที่ซื้อมาเพื่อ “สร้างบรรยากาศให้ร้าน” ในสาขาใหญ่ ก็เริ่มทยอยขายออก
หลินเจ๋อมองคนงานรื้อประติมากรรมหน้าร้านสาขาหลักที่สั่งทำพิเศษด้วยเงินกว่าหนึ่งแสนหกหมื่นหยวน ใบหน้าเหยเกด้วยความเสียดาย
กู้ชวนยืนอยู่ข้าง ๆ
“เสียดายเหรอ?”
“หนึ่งแสนหกหมื่น”
