……
หนิงโย่วนอนไม่ค่อยหลับ ถูกผีอำ
ในห้วงกึ่งหลับกึ่งตื่น ไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งเลื้อยขึ้นมาพันข้อเท้าของเธอแน่นราวกับเถาวัลย์ ดิ้นอย่างไรก็ไม่หลุด
ราวกับมีมือใหญ่ข้อนิ้วเรียวยาวข้างหนึ่งกำข้อเท้าเธอไว้แน่น
หนิงโย่วอยากชักเท้ากลับ แต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้ เธอเหมือนจะลืมตาขึ้น ท่ามกลางภาพพร่าเลือน พลันเห็นเงาร่างสูงใหญ่ยืนอยู่หน้าขอบโซฟา ใบหน้าที่ถูกหมอกดำปกคลุมหันมาทางเธอ ทั้งที่มองไม่เห็นดวงตาของคนผู้นั้น แต่เธอกลับมั่นใจว่าเขากำลังจ้องมองตนเอง
ช่างเป็นฝันประหลาดจริง ๆ
มือที่กุมข้อเท้าของเธอค่อย ๆ เลื่อนสูงขึ้น ความเย็นเยียบไต่ขึ้นตามผิว อุณหภูมิร่างกายลดต่ำลงทีละน้อย เธอถึงกับสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงลายมือของคนผู้นั้นยามแตะต้องร่างกาย
ความรู้สึกที่ถูกคนอื่นล่วงเกินตามใจชอบ ทำให้สมองของหนิงโย่วว่างเปล่าในพริบตา
เธอไม่รู้ว่าทำไมถึงฝันเช่นนี้ พยายามลืมตาเพื่อหลุดพ้นจากห้วงฝัน แต่สติกลับจมดิ่งลงสู่ความพร่าเลือน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตื่นไม่ขึ้น
หนิงโย่วทำได้เพียงภาวนาให้ฝันจบลงโดยเร็ว
สิ่งที่เธอคาดไม่ถึงคือเงาดำนั้นอุ้มเธอขึ้นมา ให้เธอนั่งอยู่บนตักราวกับตุ๊กตา ชายกระโปรงถูกเลิกขึ้น ก่อนจะถูกมือของเงาดำดึงลงมาคลุมเข่า
เธออดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้
ต่อให้อยู่ในความฝัน เธอก็ไม่อยากเผยผิวมากเกินไป
เงาดำไม่ได้ทำอะไรเกินเลยอีก กลับยื่นมือมาแตะใบหน้า บีบคางที่ก้มต่ำของเธอให้เงยขึ้น แม้แรงจะไม่มาก แต่สำหรับเธอก็ยังหนักอยู่ดี ความเจ็บแล่นผ่าน ดวงตาพลันแดงเรื่อ ขนตาดำยาวเปียกชื้นด้วยน้ำตาที่เอ่อคลอขึ้นมาตามธรรมชาติ
เงาดำเองก็ดูเหมือนจะนึกไม่ถึงว่าผิวของเธอจะบอบบางถึงเพียงนี้ แรงจากนิ้วมือผ่อนลงกว่าครึ่ง เมื่อเห็นรอยนิ้วมือสีแดงจาง ๆ ปรากฏบนคางขาวผ่อง
สติของหนิงโย่วพร่าเลือน คิ้วเรียวสวยค่อย ๆ ขมวดเข้าหากัน พยายามดิ้นให้หลุดจากความฝันประหลาด ทั้งน่าอับอายและสมจริงเกินไปนี้
แต่เงาดำไม่ยอมเลิกรา นิ้วเรียวยาวลูบไล้รอยนิ้วมือที่ตนทิ้งไว้เบา ๆ แฝงกลิ่นอายคลุมเครือ เลื่อนไปตามปลายหู หางคิ้ว และหางตา…จนถึงริมฝีปากของเธอ
ริมฝีปากสีชมพูอ่อนของหนิงโย่วเม้มเข้าหากันแทบจะในทันที
เธอทั้งกลัวทั้งน้อยใจ
งานที่ต้องทำในโลกจริงไม่ราบรื่นก็ช่างเถอะ แม้แต่ในฝันยังต้องถูกคนรังแกอีก
ปลายจมูกแสบขึ้นมา เธอร้องไห้อยู่ในฝัน
ร้องไห้สะอึกสะอื้น ใบหน้าขาวผ่องเปรอะเปื้อนน้ำตาจนหางตาแดงก่ำ
เงาดำแข็งค้างไปทั้งร่าง ถึงกับทำอะไรไม่ถูกอยู่บ้าง
สุดท้ายเขาก็อุ้มเธอไว้ ปลอบประโลมอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่นานหนิงโย่วก็ผล็อยจากหลับตื้นเข้าสู่ห้วงนิทรา
……
วันถัดมา
แสงอ่อนยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเก่าแบบเลื่อนเข้ามาในห้อง
หนิงโย่วถูกนาฬิกาชีวิตปลุกให้ตื่นบนเตียงในห้องนอน เปลือกตาหนักอึ้ง เธอพยายามลุกขึ้นจากเตียง แต่ความง่วงทำให้เอนกลับลงบนหมอนอีกครั้ง สติค่อย ๆ เลือนรางแล้วหลับต่อไป
จนกระทั่งนอนถึงเที่ยงวัน เธอถึงค่อย ๆ ตื่นขึ้นมา มือเอื้อมไปคลำโทรศัพท์ข้างหัวเตียงตามสัญชาตญาณ แต่กลับคลำเจอโทรศัพท์ฝาพับ จึงเปิดฝาออก หน้าจอสว่างขึ้น
ในกล่องข้อความมีรายชื่อผู้ติดต่อเพียงคนเดียว
[สืออวี้: ผมมาถึงแล้ว]
ข้อความส่งมาตอนเที่ยงคืนเมื่อคืน
เวลา 00:00 น.
ตอนนั้นเธอหลับไปแล้ว จึงไม่เห็นข้อความนี้
หนิงโย่วจ้องข้อความนั้นอย่างเหม่อลอยอยู่นาน ดวงตาสีอำพันเผยแววฉงน เธอกดปุ่มสองสามครั้ง เคอร์เซอร์บนหน้าจอขยับทีละน้อย ก่อนหยุดอยู่ที่หน้ารายชื่อผู้ติดต่อ
เมื่อคืนเธอตรวจโทรศัพท์อย่างละเอียดแล้ว ในเครื่องมีรายชื่อผู้ติดต่ออยู่หลายร้อยคน แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงพระเอกคนเดียว ที่สำคัญที่สุดคือชื่อที่บันทึกไว้ของพระเอกเปลี่ยนจาก ‘คนที่คบกันทางออนไลน์’ เป็น—สืออวี้
เดี๋ยวก่อน
ใครเป็นคนเปลี่ยน? เธอเปลี่ยนเองเหรอ? ทำไมจำไม่ได้เลย
แล้วรายชื่อผู้ติดต่อหลายร้อยคนหายไปไหนหมด?
หนิงโย่วคิดไม่ตก ทำได้เพียงโทษว่าโทรศัพท์เก่าเครื่องนี้ติดไวรัส
เหลือบดูเวลาแล้ว เธอไม่สนใจเรื่องโทรศัพท์ติดไวรัสอีก รีบพิมพ์ข้อความส่งไปหาพระเอก
[ส้มโอไม่ใช่ส้ม: เมื่อคืนคุณมาหรือเปล่า? ดึกมากแล้ว ฉันหลับไป ขอโทษนะ]
เธอเกือบจะกดหาอีโมจิ แต่พอคิดได้ว่าโทรศัพท์รุ่นเก่าเครื่องนี้ส่งอีโมจิไม่ได้
รู้สึกว่าข้อความนี้ฟังดูห้วนเกินไป เธออยากหาอีโมจิแสดงสีหน้าแล้วส่งไปด้วย แต่ยังไม่ทันหา โทรศัพท์ก็สั่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาเธอสะดุ้งโหยง
[สืออวี้: ไปแล้ว]
‘ครืด—’
[รายการทำธุรกรรมธนาคาร: เงินเข้าบัญชี 10,000 หยวน]
[สืออวี้: คืนนี้หกโมง เจอกันที่ปากถนนเซิ่งหลิน ไปซื้อกระโปรงที่ชอบ]
ข้อความทยอยปรากฏขึ้นบนหน้าจอ แรงสั่นสะเทือนทำให้ฝ่ามือของหนิงโย่วชาจนแทบไม่มีความรู้สึก เธอใช้เวลาตั้งนานกว่าจะประมวลผลข้อมูลเหล่านี้ได้ สมองมึนงงไปหมด
เมื่อคืนพระเอกมาจริงเหรอ? เธอหลับสนิทเกินไปจนไม่ได้ยินความเคลื่อนไหวอะไรเลย
ถ้าพระเอกเจอเธอเมื่อคืน เขาคงไม่โอนเงินให้เธออีก เห็นได้ชัดว่าเธอผ่านด่านยากเมื่อคืนมาแล้ว
พอเห็นข้อความสุดท้าย หนิงโย่วยังไม่ทันได้ถอนหายใจโล่งอก หัวใจก็กลับแขวนเติ่งขึ้นมาอีกครั้ง นัดเดต = เจอหน้ากัน
ยากจัง หนิงโย่วถอนหายใจอย่างห่อเหี่ยว ขนตาดำหนาทอดต่ำ ผมยาวดำสนิทปิดหน้าจอโทรศัพท์จนมิด
ครู่ต่อมา เธอก็รวบรวมกำลังใจขึ้นใหม่ รวบผมที่ปรกหน้าผากขึ้น แล้วหยิบโทรศัพท์มาพิมพ์ข้อความส่งไปอย่างเชื่องช้า
[: งานยุ่งนิดหน่อย เลื่อนไปวันอื่นได้ไหม?]
ภาพลักษณ์ที่เจ้าของร่างเดิมสร้างไว้ต่อหน้าพระเอกคือทำงานวันละสามสี่งาน ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหยุดพัก เพื่อหาเงินไปรักษาแม่
สองวินาทีต่อมา โทรศัพท์ก็สั่นขึ้น
เร็วมากเลย คนที่ต้องใช้เวลาห้าหกนาทีในการพิมพ์ข้อความอย่างหนิงโย่วอดทึ่งไม่ได้ ความเร็วของอีกฝ่ายทำเอาเธอลนลานอยู่บ้าง
[สืออวี้: ไม่ได้!]
หนิงโย่วมุดหน้าลงกับหมอน ร่างอ่อนยวบลงในทันที
คงต้องไปแล้วล่ะ
เมื่อใกล้ถึงเวลานัด
หนิงโย่วคอยเหลือบมองโทรศัพท์เป็นระยะ
รูปที่เธอส่งให้พระเอกเป็นรูปปลอม แอบเอามาจากเวยปั๋วของเน็ตไอดอล
ข่าวดีคือไม่มีรูปไหนถ่ายหน้าตรง
ข่าวร้ายคือหน้าตาของเธอกับในรูปแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
หนิงโย่วทะลุมิติมาอยู่ในโลกนี้ รูปร่างหน้าตาของเธอกับเจ้าของร่างเดิมก็ไม่เหมือนกันเลย
เธอเปลี่ยนมาสวมกระโปรงแบบเดียวกับเน็ตไอดอลในรูป เปิดเผยยิ่งกว่าชุดกระโปรงสายเดี่ยวสีขาวเมื่อคืนเสียอีก เป็นเดรสยาวรัดรูป เปิดหลังและเว้าคอลึก
เน็ตไอดอลสวมแล้วดูผอมเพรียวมีเสน่ห์ แต่เมื่อหนิงโย่วสวมกลับให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง
สัดส่วนร่างกายของหนิงโย่วสมบูรณ์แบบ ส่วนสูง 168 เซนติเมตร เอวเล็กบางจนแทบกำได้ด้วยมือเดียว แนวสะโพกโค้งเว้าราวเนินทราย แผ่นหลังตึงกระชับเผยอยู่ใต้แสงไฟ กระดูกสะบักงามบอบบางราวปีกผีเสื้อ
เธอแต่งหน้าเต็มรูปแบบ พยายามปรับให้ใกล้เคียงกับหน้าตาในรูปมากที่สุด ดวงตากลมโตใสซื่อคู่นั้นปรือขึ้นเล็กน้อย หางตาแดงเรื่อ เพิ่มเสน่ห์เย้ายวนชวนตะลึงขึ้นมาอีกหลายส่วน
ภาพของตัวเองในกระจกทำให้เธอรู้สึกแปลกหน้าสุดขีด
ปลายหูของหนิงโย่วแดงระเรื่อ เธอไม่กล้าออกจากบ้านไปทั้งอย่างนี้จริง ๆ จึงค้นเสื้อคลุมจากตู้เสื้อผ้ามาสวม ปกปิดผิวขาวเนียนส่วนนั้นไว้ แล้วสวมหน้ากากอนามัย ก่อนหยิบโทรศัพท์ออกจากบ้าน
ตั้งแต่ออกจากชุมชนจนเดินไปถึงป้ายรถเมล์ ระหว่างทางดูเหมือนจะไม่พบใครเลยสักคน
หนิงโย่วไม่ทันสังเกต ยังคงคิดเรื่องเงินอยู่
เธอไม่ได้ใช้เงินในบัญชีธนาคาร แต่ค้นเงินจำนวนหนึ่งจากลิ้นชักในห้องออกมาใส่ติดตัว
เจ้าของร่างเดิมใช้เงินมือเติบ ซื้อของแบรนด์เนมสารพัดมาซ่อนไว้ในบ้านหลังเล็กที่กู้เงินซื้อมา ของกินของใช้ล้วนราคาแพง แม้จะหลอกเอาเงินมาได้ไม่น้อย แต่ความเร็วในการหาเงินกลับไล่ตามความเร็วในการใช้เงินไม่ทัน
ในบัญชีธนาคารมีเงินหนึ่งหมื่นที่พระเอกโอนมาเท่านั้น นอกจากนี้เธอยังมีหนี้เงินกู้อีกกว่าหนึ่งแสนหยวน ส่วนเงินที่ค้นเจอในบ้านทั้งหมดรวมกันมีแค่ 128 หยวน
มีทั้งแบงก์และเหรียญ
ขณะที่เธอหยิบเงินสองหยวนออกมา เตรียมขึ้นรถเมล์ไปยังสถานที่นัดหมาย โทรศัพท์ในกระเป๋าสะพายก็สั่นขึ้นกะทันหัน
กระโปรงชุดนี้ไม่มีกระเป๋า เธอจึงสะพายกระเป๋าใบเล็กไว้ โทรศัพท์สั่นนิดเดียวก็ได้ยินแล้ว
‘ครืดครืด—’
เธอรีบหยิบโทรศัพท์ออกมา
[สืออวี้: เรียกรถมา อย่านั่งรถเมล์]
หนิงโย่วเห็นข้อความแล้วชะงัก
สิ่งแรกที่คิดคือ พระเอกรู้ได้ยังไงว่าเธอจะนั่งรถเมล์?
ไม่นานเธอก็เข้าใจ ภาพลักษณ์ที่เจ้าของร่างเดิมสร้างไว้ต่อหน้าพระเอกคือคนขี้เหนียวจนไม่ยอมเรียกรถ เขาคงเดาได้แน่ว่าเธอจะนั่งรถเมล์
หนิงโย่วมองกระเป๋าสตางค์ที่แสนจะขัดสน แล้วเหลือบมองป้ายรถเมล์ จากตรงนี้ไปปากถนนเซิ่งหลินมีแค่สี่ป้าย แถมเป็นสายตรง ใช้เงินสองหยวนก็ไปถึงแล้ว แต่ถ้าเรียกรถ ค่าโดยสารเริ่มต้นก็ต้อง 12 หยวน
เจ้าของร่างเดิมหลอกเงินพระเอกมาไม่น้อย พอเจอกัน อีกฝ่ายรู้ว่าเธอโกหกเขาเข้า คงต้องให้เธอคืนเงิน เธอจึงคิดว่าประหยัดได้ก็ประหยัดไว้ก่อน
เธอคิดว่าถึงอย่างไรพระเอกก็ไม่รู้ว่าเธอเรียกรถหรือนั่งรถเมล์ สุดท้ายจึงเลือกอย่างหลัง
ระหว่างที่เธอยืนรอรถเมล์ จู่ ๆ รถคันหนึ่งก็จอดลงตรงหน้า เป็นรถแท็กซี่
โทรศัพท์สั่นขึ้นอีกครั้ง
[สืออวี้: นั่นรถที่ฉันเรียกให้ ขึ้นไป]
