หนิงโย่วดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
นางสวมเสื้อคลุมทับชุดคนไข้ลวก ๆ แล้วออกจากโรงพยาบาลอย่างเงียบเชียบตามคำแนะนำของเหมาจิ๋ว ก่อนเรียกรถแท็กซี่ตรงประตูหลัง มุ่งหน้าไปยังห้องเช่า
ระหว่างทาง นางถามเหมาจิ๋วว่า “พี่เหมาจิ๋ว คืนนี้ข้าจะออกจากโลกนี้ได้แล้วใช่หรือไม่?”
น้ำเสียงของเหมาจิ๋วกลับร้อนรน “คืนนี้เจ้าอยู่ในห้องเช่า ห้ามออกไปไหน! ข้า... ซี่ ๆ...”
คำพูดยังไม่ทันจบ เสียงซี่ ๆ อันคุ้นเคยก็ดังขึ้น
ทุกครั้งที่ภารกิจในโลกนี้เริ่มขึ้น มักมีเสียงประหลาดคล้ายกระแสไฟฟ้าขัดข้องดังตามมา
ทำให้หนิงโย่วรู้สึกไม่สบายใจ
นางขาดการติดต่อกับเหมาจิ๋วแล้ว
ไม่ว่านางจะเรียกเหมาจิ๋วอย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่ปรากฏตัว
ราวกับหายไปจากหัวของนางอย่างสิ้นเชิง
นิ้วมือของหนิงโย่วหดเกร็ง ใบหน้าซีดลงเล็กน้อย
ความคิดของนางถูกดึงกลับสู่ความเป็นจริง
เสียงวิทยุในรถแท็กซี่รายงานข่าวคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ทั้งคดี “หั่นศพ” “ทรมานจนตาย” “ข่มขืนแล้วฆ่า” และ “ปล้นฆ่าในบ้าน”
อาชญากรรมเพิ่มสูงขึ้น ผู้คนทั่วทั้งหงเฉิงต่างหวาดผวา บนถนนแทบไม่เห็นใคร บรรยากาศเงียบเหงา ใกล้พลบค่ำ ท้องฟ้าก็ถูกปกคลุมด้วยความอึมครึมราวเถ้าตะกั่ว ทั้งที่เป็นฤดูร้อนอันร้อนระอุ อุณหภูมิกลับลดฮวบ แม้ไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศในรถ ก็ยังสัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือก
คนขับฟังข่าวแล้วถอนหายใจ พึมพำกับตัวเองว่า “บ้านเมืองแบบนี้เมื่อไรจะดีขึ้นเสียที”
เมื่ออัตราอาชญากรรมสูงขึ้น ร้านรวงต่าง ๆ ก็ไม่มีลูกค้า บนถนนก็ไร้ผู้คน เศรษฐกิจตกต่ำ คนปกติยังแทบหาเลี้ยงชีพไม่ได้ ต่อให้ไม่อดตายก็อาจถูกฆ่าตาย
หากหนิงโย่วไม่ใช่ผู้หญิง คนขับคงไม่รับงานนี้ด้วยซ้ำ ยิ่งใกล้ค่ำ แผนกวาดล้างประจำปีที่มีเพียงครั้งเดียวก็ใกล้เริ่มขึ้นแล้ว เที่ยวนี้เป็นทางผ่านพอดี ตลอดทั้งวันคนขับได้รับงานเพียงเที่ยวเดียว พอหาเงินจากเที่ยวนี้เสร็จก็ต้องรีบกลับบ้าน
