เฉินหวานซานใช้ไม้เท้าค้ำกายเดินเข้ามา มองสิ่งของในตะกร้าสะพายหลังของพวกเขาแวบหนึ่ง “บ้านเถี่ยจู้ นี่เจ้ากำลัง...”
“ข้ากลับบ้านเดิม พี่รองช่วยแบกแอปริคอตป่ามาให้ ก่อนหน้านี้ก็ไม่มีใครบอกว่าห้ามไปเก็บเองนี่” เถียนกุ้ยฮวาชิงกล่าวตัดหน้าหัวหน้าหมู่บ้าน
เฉินหวานซานเอ่ยอย่างจนใจ “บ้านเถี่ยจู้ เจ้าเข้าใจผิดแล้ว วันนี้ข้ามาหาพี่รองของเจ้า เพื่อสอบถามเรื่องข้างนอก ได้ยินว่าพี่รองของเจ้าทำอาชีพพ่อค้าเร่เป็นประจำ ไม่รู้ว่ายามนี้ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้างแล้ว เสบียงบรรเทาทุกข์จากทางการส่งมาถึงไหนแล้ว”
“ท่านอาเฉินกับยายฉีอาการไม่สู้ดีแล้ว ทั้งแอปริคอตแห้งและรำข้าวก็กินไม่ลง เกรงว่าจะผ่านสองวันนี้ไปไม่ได้”
ในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน เขาต้องรับผิดชอบชาวบ้าน จะปล่อยให้ทุกคนติดอยู่ในหมู่บ้าน รอความตายมาถึงอย่างเดียวไม่ได้
เขาคิดจะส่งบุตรชายคนโตพาคนออกไปเสาะหาหนทางรอด
พอเอ่ยถึงทางการ เถียนกุ้ยฮวาก็รู้สึกหนาวเหน็บในใจ
สามปีที่เกิดภัยแล้ง เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่เคยได้รับเสบียงบรรเทาทุกข์จากทางการแม้แต่ครั้งเดียว
เมื่อเห็นความคิดของเฉินหวานซาน เถียนกุ้ยฮวาจึงกล่าวว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน ข้างนอกยามนี้วุ่นวายไปหมด ไม่แน่ว่าจะปลอดภัยกว่าในหมู่บ้าน”
พี่รองเถียนกล่าวเสริมว่า “ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ข้าไปมาหลายอำเภอรอบ ๆ คนที่หนีได้ก็หนีไปหมด ส่วนคนที่หนีไม่ทันไม่น้อยขึ้นเขาไปเป็นโจร พวกนั้นไร้มนุษยธรรม พบใครก็ปล้นฆ่า หากพลัดหลงไปเจอเข้า... ส่วนเสบียงบรรเทาทุกข์จากทางการนั้น ข้าไม่เคยได้ยินข่าวเลย”
ได้ยินว่าทางการกำลังระส่ำระสาย ตระกูลใหญ่แย่งชิงอำนาจ เกรงว่าคงไม่มีเวลามาสนใจหมู่บ้านห่างไกลบนเขาแห่งนี้
