คนในห้องต่างสะดุ้งโหยงขึ้นมาพร้อมกัน ทั่วร่างระแวดระวัง
ดึกดื่นป่านนี้ ผู้ใดมาเคาะประตูกัน?
หรือว่าอาหารในบ้านถูกเปิดโปงแล้ว?
เถียนกุ้ยฮวาลุกขึ้น คว้าไม้กระบองที่วางอยู่ข้างเตียงแล้วเดินออกไป
“ท่านแม่ ข้าไปด้วย” อวี๋ซิ่วกำไม้กระบองไว้เช่นกัน ทั้งร่างเตรียมพร้อมระวังภัย
เถียนกุ้ยฮวามองลอดช่องประตูออกไป เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยกำลังร้อนใจ
“พี่รอง? ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?” นางเปิดประตูด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แล้วเชื้อเชิญอีกฝ่ายเข้ามา
“พวกเจ้าไม่ได้หนีภัยแล้งหรือ? ท่านแม่เล่า พี่ใหญ่เล่า?” เขาถามไถ่อย่างร้อนรน
พี่รองเถียนหยิบรำข้าวห่อเล็ก ๆ ที่ประคองไว้ในอกเสื้อออกมา แล้วกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ท่านแม่ทายถูกจริง ๆ เจ้าสองคนนั้นมันเดรัจฉาน ทิ้งเจ้าไว้คนเดียว นี่เป็นอาหารที่ท่านแม่ให้ข้านำมาให้เจ้า ที่บ้านเหลือเพียงสิ่งนี้แล้ว”
“ไม่รู้ว่าอวี๋ซิ่วกับถังถังก็อยู่ด้วย จึงเอามาเพียงเท่านี้ พวกเจ้ากินรองท้องไปก่อน วันหน้าไว้พี่รองจะนำมาให้ใหม่”
เถียนกุ้ยฮวาคว้ามือพี่รองเถียน แล้วถามอีกว่า “พี่รอง เหตุใดพวกท่านจึงไม่หนีภัยแล้งเล่า?”
พี่รองเถียนถอนหายใจยาว “พี่ใหญ่ขาหัก เดินทางไม่ไหวจริง ๆ ส่วนท่านแม่...”
“ท่านแม่เป็นอะไรไป?” ใจเถียนกุ้ยฮวาพลันแข็งค้าง
“ท่านแม่ไม่ยอมไป บอกให้ข้ากับพี่ใหญ่พาเด็ก ๆ หนีภัยแล้ง แล้วข้ากับพี่ใหญ่จะทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร ในเมื่อท่านแม่ไม่ยอมไป เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ไปกันทั้งหมด”
พี่รองเถียนไม่ได้เล่าว่า มารดาแอบผูกคอหมายปลิดชีวิตตนเพื่อให้พวกเขาวางใจหนีภัยแล้ง
โชคดีที่ภรรยาของเขาพบเห็นทันเวลา จึงช่วยท่านแม่ไว้ได้
เขากับพี่ใหญ่กลัวว่าท่านแม่จะคิดสั้นอีก บัดนี้จึงเฝ้าอยู่ข้างกายท่านแม่ไม่ห่าง
เมื่อได้ยินว่าท่านแม่ไม่เป็นไร เถียนกุ้ยฮวาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะกังวลถึงอาการของพี่ใหญ่ขึ้นมาอีก
“พี่ใหญ่เป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
พี่รองเถียนเกาศีรษะ “หมอในหมู่บ้านหนีภัยแล้งไปหมดแล้ว พี่ใหญ่ยังนอนอยู่บนเตียงเตาดิน ที่บ้านไม่มีเงินพอจะรักษาเขาจริง ๆ”
