เถียนกุ้ยฮวาเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว ก็เห็นแก้มขวาของหวังจวี๋บวมช้ำเป็นสีเขียวคล้ำ
“น้องหวัง เกิดอะไรขึ้นกับเจ้า?” นางถามด้วยความเป็นห่วง
“พี่เถียน มาแล้วหรือ” หวังจวี๋ยิ้มต้อนรับ “เมื่อวานข้าเผลอชนเข้า ไม่เป็นไรหรอก”
“เหตุใดจึงไม่ระวังเช่นนี้” เถียนกุ้ยฮวาเป็นห่วงนางจริง ๆ
“พี่เถียน ขอแนะนำให้รู้จัก นี่คือท่านแม่ของข้า” หวังจวี๋เอ่ยอย่างกระดากอาย “ท่านเพิ่งมาจากบ้านเกิด เป็นห่วงว่าข้าจะจัดการงานคนเดียวไม่ไหว จึงมาช่วย ต่อไปอาจไม่ต้องรบกวนพี่เถียนมาช่วยแล้ว”
“แต่แอปริคอตแห้งของพี่ยังวางขายที่นี่ได้เหมือนเดิม”
เถียนกุ้ยฮวาเข้าใจ นางจึงยิ้มทักทายอีกฝ่าย
มารดาของหวังจวี๋เป็นหญิงชราผมสั้นที่ดูแข็งแรงมีชีวิตชีวา มองแล้วอ่อนวัยกว่าเถียนกุ้ยฮวาเสียอีก ชั่วขณะหนึ่งนางจึงไม่รู้ว่าควรเรียกอีกฝ่ายอย่างไร
“น้องสาว เรียกข้าว่าพี่หลานก็พอ ข้าดูแล้วพวกเราน่าจะอายุไล่เลี่ยกัน”
ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นคนใจดีมีเมตตา พูดคุยกันไม่กี่คำ ความกระอักกระอ่วนก็คลี่คลายลง
“วันนี้เพิ่งตั้งแผง ก็มีคนถามหาแอปริคอตแห้งแล้ว พี่เถียนเอามาด้วยหรือไม่?” หวังจวี๋เอ่ยพลางง่วนอยู่กับงาน
ของดีไม่เคยขาดคนซื้อ
เถียนกุ้ยฮวาปลดตะกร้าสะพายลง “นี่เป็นแอปริคอตแห้งชุดที่เพิ่งตากเสร็จ ลองชิมกันเถิด”
นางยื่นให้ทั้งสองคนคนละชิ้น
มารดาของหวังจวี๋ชิมไปคำหนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “น้องสาว แอปริคอตแห้งของเจ้ารสชาติเหมือนที่ข้าเคยกินตอนเด็ก ๆ ทุกวันนี้หาของแห้งที่สะอาดบริสุทธิ์เช่นนี้กินได้ยากจริง ๆ”
“อย่าว่าแต่ขายชั่งละ 30 เหรียญเลย ต่อให้ชั่งละ 50 เหรียญก็ยังมีคนซื้อ”
เถียนกุ้ยฮวายื่นแอปริคอตแห้งให้ป้าร่างอวบข้าง ๆ อีกกำมือ ป้าร่างอวบชิมไปหนึ่งผลแล้วกล่าวว่า “น้องเถียน แอปริคอตแห้งคราวนี้ดูดีขึ้นอีก ตั้งราคาเพิ่มอีกหน่อยก็ไม่มีปัญหา”
