ไม่นานนัก หมาป่าตัวนี้ก็ได้รับเสียงตอบรับจากพวกเดียวกัน
เสียงหอนของหมาป่าดังก้องไปทั่วทุกทิศ ทั้งขานรับสลับกันไปมา ก้องประสานกันไม่ขาดสาย ท่ามกลางขุนเขาอันเงียบสงัด เสียงนั้นฟังชัดเจนและน่าขนลุกเป็นพิเศษ
หิมะที่เกาะอยู่ตามยอดไม้ร่วงกราวลงมาเพราะแรงสั่นสะเทือนจากเสียงอันกึกก้อง ก่อเป็นละอองหิมะฟุ้งกระจาย บดบังทัศนวิสัยของหนิวหง
หนิวหงคิดในใจว่าแย่แล้ว
ในสนามรบ การมองไม่เห็นศัตรูเป็นเรื่องอันตรายที่สุด โดยเฉพาะในวันที่มีหมอกหนา เพราะเราไม่รู้ว่าศัตรูจะจู่โจมเอาชีวิตจากทางไหนและเมื่อไร
หนิวหงรีบสวมหมวกที่มีระบบตรวจจับความร้อน ทัศนวิสัยตรงหน้าก็พลันแจ่มชัดขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
ห่างออกไปข้างหน้าราว 100 เมตร มีก้อนหินอยู่ก้อนหนึ่ง หมาป่าตัวหนึ่งยืนอยู่บนนั้น แหงนหน้าหอนขึ้นฟ้า
ทันใดนั้นมันก็เหมือนจะรู้ตัวว่ามีคนแอบมองอยู่ จึงหุบปากทันที หันไปทางหน้าผาที่หนิวหงซ่อนตัวอยู่ แล้วกระโจนหลบไปหลังก้อนหิน
เสียงหอนของหมาป่าดังขึ้นอีกครั้ง
“บ้าชะมัด เจ้าเล่ห์จริง ๆ”
หนิวหงแอบด่าขำ ๆ ในใจ เมื่อก่อนเขาเคยคิดจะคว้าปืนไรเฟิลมายิงตัวต้นเหตุให้ตายคาที่
แต่ตอนนี้ ในสายตาของเขา ตัวต้นเหตุนี้กลับมีค่าเป็นธนบัตรปึกหนา ๆ
เมื่อได้ยินเสียงหอนของหมาป่าที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ รอยยิ้มยินดีก็ปรากฏบนใบหน้าของหนิวหง
“มาเลย มาเลย รีบมากันเร็ว!”
หนิวหงลูบปืนไรเฟิลซุ่มยิงในมือ พลางพึมพำไปด้วย สายตากวาดมองรอบด้านไม่หยุด
ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลง เสียงหอนของหมาป่าในป่าก็ค่อย ๆ เงียบลง แต่หมาป่าตรงหน้ากลับมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
กะคร่าว ๆ มีหมาป่ากว่า 30 ตัวรวมกันอยู่ห่างออกไปราว 200 เมตร พวกมันบางตัวยืนอยู่กับที่ บางตัวเดินวนไปมาใกล้ ๆ เพื่อรอสัญญาณบุกโจมตี
