เมื่อเห็นหนิวหงทำท่าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หม่า หลานฮวาอดคิดในใจไม่ได้ หรือเมื่อกี้เธอจะแค่คิดไปเองจริง ๆ เธอคิดมากเกินไปหรือเปล่า
ชั่วขณะนั้นความคิดสับสนวุ่นวาย ใจห่อเหี่ยวลง
เธอยกมือปัดผมหน้าม้า แล้วพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านที่ไม่เข้าท่าออกจากหัว ก่อนจะกะพริบตาแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“พี่หง แม่สื่อหวังจากเป่ยเซียงหาคู่ให้ฉันแล้วนะ
ผู้ชายคนนั้นเคยเป็นทหาร หลังปลดประจำการก็กลับไปเป็นหัวหน้ากองกำลังอาสาในหมู่บ้าน พ่อเป็นเลขาธิการสหกรณ์ประชาคมเซี่ยงหยาง ส่วนแม่เป็นหัวหน้าสถานีธัญพืช
แม่สื่อหวังอยากให้เราสองคนเจอกันแล้วคุยกันสักหน่อย ฉันไม่เคยไปดูตัวมาก่อนเลย พี่หง วันนี้ฉันควรไปเจอเขาดีหรือไม่ไปดี?”
“อย่าไป ฟังพี่นะ”
คราวนี้หนิวหงตอบปฏิเสธอย่างไม่ลังเล
พอได้ยินแบบนั้น หม่า หลานฮวาก็แอบถอนหายใจโล่งอกจนแทบสังเกตไม่เห็น คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ
“ไม่ไปคงไม่ได้หรอก แม่ฉันถูกใจการแต่งงานครั้งนี้มาก คอยเกลี้ยกล่อมให้ฉันตอบตกลงไปเลย”
“ยังไม่ทันเจอหน้ากัน จะตอบตกลงไปทำไม!”
หม่า หลานฮวาได้ยินแล้วก็มีแววหม่นหมองบนใบหน้า เธอมองป่าเขาไกล ๆ พลางเอ่ยเสียงเรียบ
“อ้อ เข้าใจแล้ว พี่หง
แต่แม่ฉันบอกว่า
ผู้หญิงก็เหมือนดอกไม้ที่กำลังบาน ช่วงเวลาผลิบานนั้นสั้นนัก จะรอให้ดอกไม้โรยราแล้วค่อยออกตามหาชายหนุ่มมาเด็ดไปไม่ได้
ไม่อย่างนั้นฉันอาจแต่งงานไม่ออก
พี่หง คงไม่หวังให้ฉันขึ้นคานไปตลอดหรอกนะ?”
ท้ายประโยคหม่า หลานฮวายิ้มบาง ๆ ให้หนิวหง แววตาเผยความขมขื่นที่ยากจะบรรยาย
“ไม่หรอก ไม่มีทางแน่ ตราบใดที่พี่ยังอยู่ เธอต้องแต่งงานได้แน่นอน แถมยังได้แต่งกับคนดี ๆ ด้วย!”
หนิวหงพูดหนักแน่น มั่นใจเต็มเปี่ยม
หม่า หลานฮวาได้ยินแล้วก็เผยสีหน้าประหลาดใจ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็หลุดหัวเราะออกมา
