หลังเหล่าสนมแยกย้ายกันไป ท่าทีสง่างามและใจกว้างของฮองเฮาลั่วก็เลือนหาย สีหน้าหม่นหมองลงเล็กน้อย
ไฉเวย นางกำนัลแห่งตำหนักเฟิ่งอี๋ เห็นเช่นนั้นจึงยกชาร้อนเข้ามาถวาย “เหนียงเหนียงโปรดระงับโทสะ อย่าทรงกริ้วจนเสียพระวรกายเลยเพคะ”
ฮองเฮาลั่วโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่ดื่ม “ฮุ่ยเฟย์ไม่เห็นเปิ่นกงอยู่ในสายตาขึ้นทุกทีแล้ว”
ไฉเวยวางถ้วยชาลง ก่อนบีบนวดไหล่ให้นางเบา ๆ “ทุกครั้งที่เหนียงเหนียงตรัสถึงองค์ชายรอง ฮุ่ยเฟย์เหนียงเหนียงก็มักล่วงเกินเพคะ”
ฮองเฮาลั่วแค่นหัวเราะ ไม่กล่าววาจา
เรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงในวังเมื่อวานก็มากพอจะทำให้นางหงุดหงิดอยู่แล้ว ยามนี้เพียงเอ่ยถามไถ่ด้วยความห่วงใย ฮุ่ยเฟย์กลับยังหาเรื่องให้นางขุ่นเคืองอีก
ช่างน่าขัดใจนัก
ไฉเวยถอนหายใจตาม “กล่าวถึงเรื่องนี้ แผนการใช้ฉินเสี่ยวอี๋ก็ถือว่าล้มเหลวแล้ว เหนียงเหนียงคิดจะทำเช่นไรต่อไปเพคะ?”
ฮองเฮาลั่วเองก็ปวดพระทัยกับเรื่องนี้ยิ่งนัก จึงมิได้ตรัสตอบอยู่ครู่หนึ่ง
เดิมทีนางตั้งใจจะเลือกสตรีจากกลุ่มหญิงงามที่เพิ่งเข้าวัง ซึ่งมีชาติตระกูลดีมาสนับสนุนให้ขึ้นสู่ตำแหน่งสูง
ฉินเสี่ยวอี๋มีชาติตระกูลดี ทั้งเชื่อฟังและทำงานได้จริง
เดิมทีย่อมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการยืมครรภ์ให้กำเนิดบุตร
ผู้ใดจะคาดว่าหร่วนซื่อจะเสียสติ ถึงขั้นตายตกไปตามกันกับฉินเสี่ยวอี๋ เรื่องนี้ทำให้นางตั้งตัวไม่ทัน
ความพยายามตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาสูญเปล่าทั้งหมด
แววอำมหิตวาบผ่านดวงเนตรหงส์ของฮองเฮาลั่ว นางสั่งเสียงขรึม “ปิดปากหมอหลวงที่จัดยาสงบประสาทให้หร่วนซื่อให้สนิท”
ไฉเวยลดเสียงลง “เหนียงเหนียงโปรดวางพระทัย บ่าวจัดการไว้เรียบร้อยแล้วเพคะ”
