เพ่ยเยี่ยนทอดสายตาลงบนใบหน้างามพริ้มเพราของนาง ก่อนเอ่ยด้วยริมฝีปากบางว่า “ได้ใจเพราะทรงโปรดปราน”
เสิ่นเจียอวี้หาได้รู้สึกละอายไม่ กลับภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ “ใช่แล้ว หม่อมฉันได้ใจเพราะฝ่าบาททรงโปรดปราน!”
นางขยับเข้าไปใกล้อีกนิด แล้วกระซิบข้างหูเพ่ยเยี่ยนด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “แต่ก็เป็นเพราะฝ่าบาททรงตามใจหม่อมฉันต่างหาก!”
ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดข้างหู ชวนให้ใจคันยุบยิบ ลูกกระเดือกของเพ่ยเยี่ยนขยับขึ้นลงครั้งหนึ่ง “ห้ามกำเริบเสิบสาน”
เสิ่นเจียอวี้ตั้งใจจะออกจากวัง จึงไม่ฟังคำนี้ นางโอบคอบุรุษไว้แล้วออดอ้อนเสียงอ่อน “ฝ่าบาท ให้หม่อมฉันไปครั้งนี้ครั้งเดียวได้หรือไม่ เพียงครั้งเดียว...”
ไม่รู้ว่าเพ่ยเยี่ยนรำคาญที่นางเขย่าตัวเขา หรือถูกนางรบเร้าจนทนไม่ไหว คิ้วจึงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
เสิ่นเจียอวี้จึงไม่กล้าพูดต่อ
ทำได้เพียงเม้มริมฝีปากมองเขา
ผ่านไปครู่ใหญ่ เพ่ยเยี่ยนจึงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำเล็กน้อย “ครั้งนี้ครั้งเดียว ห้ามมีครั้งหน้า”
เสิ่นเจียอวี้ดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
นางถูไถตัวไปมาบนร่างเขาด้วยความตื่นเต้น
แววตาของเพ่ยเยี่ยนมืดลงกว่าเดิม จู่ ๆ เขาก็โยกนางขึ้นครั้งหนึ่ง พลางเตือนว่า “อยู่นิ่ง ๆ มิฉะนั้นคงออกจากวังไม่ได้แล้ว”
เสิ่นเจียอวี้เองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ จึงรีบผละจากอ้อมแขนเขา แล้ววิ่งไปยังตำหนักตะวันตก
ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็วิ่งกลับมา จุมพิตเพ่ยเยี่ยนอย่างรวดเร็วครั้งหนึ่ง “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เพ่ยเยี่ยนยังไม่ทันได้ตอบสนอง นางก็วิ่งหนีไปอีกแล้ว
เมื่อจะออกจากวัง ย่อมสวมกระโปรงอาภรณ์ของวังไม่ได้ เพราะสะดุดตาเกินไป
เสิ่นเจียอวี้จึงให้คนกลับไปยังตำหนักอี้ฮวา นำกระโปรงอาภรณ์สีชมพูอมส้มปักลายดอกบัวมาให้ ชุดนี้นางนำติดตัวมาจากนอกวัง หลังเปลี่ยนชุดแล้ว นางก็แต่งหน้าแต่งผมอีกเล็กน้อย
