เพ่ยเยี่ยนนั่งอยู่ด้านหนึ่งของตั่งนุ่ม อีกด้านหนึ่งมีไทเฮาเสิ่นกับเสิ่นเจียอวี้นั่งอยู่
เสิ่นเจียอวี้ก้มหน้า นั่งเงียบอยู่ข้างไทเฮาเสิ่น
เพ่ยเยี่ยนเอ่ยถามไถ่ไทเฮาเสิ่นก่อน
ไทเฮาเสิ่นตรัสด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าสบายดีทุกประการ ฮ่องเต้ไม่ต้องเป็นห่วง”
เพ่ยเยี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย
จากนั้นเขาก็มองข้ามไทเฮาเสิ่นไปยังเงาร่างด้านหลัง แล้วเอ่ยถามว่า “ญาติผู้น้อง ช่วงนี้สบายดีหรือไม่?”
เสิ่นเจียอวี้ไม่กล้าเงยหน้ามองผู้ใด นางขานตอบว่า “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันอยู่เป็นเพื่อนท่านป้าในตำหนักฉือหนิง ชีวิตสงบสุขและราบรื่นดี ไม่มีสิ่งใดไม่เหมาะสมเพคะ”
“อืม” เพ่ยเยี่ยนครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนตรัสกับไทเฮาเสิ่นว่า “ญาติผู้น้องเติบโตที่เป่ยหยวนมาตั้งแต่เล็ก จึงไม่ถนัดเรื่องตำรับตำราเท่าใดนัก ในเมื่อนางไม่มีธุระอะไร ไม่สู้เสด็จแม่ทรงอนุญาตให้นางมาที่ตำหนักเซวียนเจิ้ง เพื่อขัดเกลาจิตใจสักหน่อยเถิด”
ไทเฮาเสิ่นแย้มยิ้มกว้างกว่าเดิม
พระนางทอดพระเนตรทั้งสองสลับกันไปมาอยู่หลายครั้ง
คล้ายจะเข้าใจบางอย่างขึ้นมาในใจ
“ฮ่องเต้มีใจสั่งสอน ย่อมเป็นเรื่องดี อาอวี้ เจ้าไปกับญาติผู้พี่เถิด”
ตั้งแต่เพ่ยเยี่ยนก้าวเข้าประตูตำหนักฉือหนิง เสิ่นเจียอวี้ก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
สายพระเนตรของฮ่องเต้ดูราวกับจะกลืนกินนางเข้าไป
เสิ่นเจียอวี้ไม่กลัวเขา
แต่ยังกลัวบทลงโทษที่เขามอบให้ไม่น้อย
ครั้นได้ยินคำนี้ เปลือกตานางก็กระตุกอย่างแรง รีบหันไปมองไทเฮาเสิ่น “ท่านป้า ให้อาอวี้อยู่เป็นเพื่อนพระองค์อีกสักหน่อยเถิดเพคะ...”
นางยังพูดไม่ทันจบ ไทเฮาเสิ่นก็ทรงตบหลังมือนางอย่างเมตตา “ไปเถิด ตำหนักฉือหนิงเงียบเหงาและอ้างว้างเกินไป คนหนุ่มสาวอยู่ที่นี่นานเข้า จิตใจก็พลอยเฉื่อยชา ในเมื่อฮ่องเต้ให้เจ้าไปตำหนักเซวียนเจิ้งเพื่อเพิ่มพูนความรู้ เจ้าก็ไปเถิด”
