ยามเย็นมาเยือน
ได้ยินว่าฮุ่ยเฟย์ยังไม่ฟื้น เหล่าพระสนมทั้งหกตำหนักจึงพากันไปเยี่ยมถึงตำหนักเฉาหยางของฮุ่ยเฟย์
เมื่อเห็นฮุ่ยเฟย์ที่ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด ฮองเฮาลั่วก็ขมวดคิ้วแน่น
นางมีรับสั่งให้เรียกผู้ช่วยเจ้ากรมแพทย์หลวงสองคนมาโดยพลัน
เมื่อผู้ช่วยเจ้ากรมแพทย์หลวงทั้งสองมาถึง หลังสอบถามอาการของฮุ่ยเฟย์ในช่วงกลางวันแล้ว ก็เริ่มจับชีพจรตรวจรักษา
หลังตรวจชีพจร ทั้งสองกระซิบหารือกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ข้อสรุปว่า “ฮุ่ยเฟย์เหนียงเหนียงทรงเหน็ดเหนื่อยเกินไป จึงยังไม่อาจฟื้นตัวได้ในทันที บรรทมต่ออีกสักสองสามชั่วยามก็จะทรงดีขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”
ฮองเฮาลั่วตรัสอย่างครุ่นคิดว่า “เช่นนั้นร่างกายของฮุ่ยเฟย์ก็ไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงใช่หรือไม่?”
ผู้ช่วยเจ้ากรมแพทย์หลวงทั้งสองประสานมือ “เป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้รับคำยืนยันจากผู้ช่วยเจ้ากรมแพทย์หลวงทั้งสอง ฮองเฮาลั่วจึงวางพระทัย “เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
เหล่าพระสนมอยู่ที่ตำหนักเฉาหยางต่ออีกพักหนึ่ง กระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดจึงทยอยกลับไป
ฮองเฮาลั่วเป็นคนสุดท้ายที่กลับ นางกำชับเหล่านางกำนัลให้ดูแลฮุ่ยเฟย์ ทั้งยังจัดการเรื่ององค์ชายรองให้เรียบร้อย ก่อนจะเสด็จจากไปด้วยสีหน้าอ่อนล้า
*
แสงจันทร์หม่นมัว
ตำหนักเฟิ่งอี๋
ฮองเฮาลั่วถอดปิ่นปักผมและเครื่องประดับออก แล้วประทับลงหน้าแท่นบรรทม ทอดพระเนตรยาบำรุงครรภ์ที่วางอยู่บนโต๊ะเตี้ยข้างกาย ซึ่งยังมีไอร้อนลอยกรุ่น นางไม่ลังเล ดื่มจนหมดในอึกเดียว
นางอภิเษกกับจักรพรรดิมานานกว่าสิบปี ทว่ากลับไม่มีโอรสธิดา เรื่องนี้เป็นปมในใจนางมาโดยตลอด
แม้ยามนี้กำลังวางแผนรับบุตรบุญธรรม ทว่าลึก ๆ แล้วฮองเฮาลั่วก็ยังรู้สึกว่า หากมีโอรสของตนเองย่อมดีที่สุด
