เกี้ยวของทั้งสองคนหยุดลงพร้อมกัน
เมื่อได้ยินนางถามเช่นนั้น จู้กุ้ยผินจึงจำต้องลงจากเกี้ยว แล้วคำนับอย่างไม่เต็มใจ “นางกำนัลและขันทีไร้มารยาท ขอพระนางโปรดประทานอภัยด้วยเพคะ”
เสิ่นเจียอวี้ลงจากเกี้ยวเช่นกัน ก่อนเดินอย่างแช่มช้อยไปหยุดตรงหน้าจู้กุ้ยผิน แววตาคมกริบดุจคมมีด “เป็นนางกำนัลและขันทีไร้มารยาท หรือว่าเจ้าจงใจล่วงเกินกันแน่?”
จู้กุ้ยผินไม่คิดว่านางจะพูดจาไร้ไมตรีเช่นนี้ สีหน้าจึงพลันไม่น่ามอง
เรื่องนี้นางเป็นฝ่ายผิด หากไม่ได้รับคำสั่งจากนาง เหล่านางกำนัลและขันทีก็คงไม่กล้าทำเช่นนี้ หากผลักความผิดทั้งหมดให้พวกเขา ก็ยากจะรับประกันว่าพวกเขาจะเสียใจและผูกใจเจ็บ
ทว่าหากยอมรับข้อหลังยิ่งไม่ได้ หากรับว่าล่วงเกินจริง ย่อมมีผลร้ายแรงรอนางอยู่
จู้กุ้ยผินตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จึงนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำ
ก่อนหน้านี้ในตำหนักเว่ยยาง เสิ่นเจียอวี้ก็รู้สึกว่าตนเองเมตตาพอแล้ว
ถึงอย่างไรจู้กุ้ยผินก็ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่นางโดยตรง แต่กลับโยนปัญหาไปให้ลี่เฟย์ ท้ายที่สุดเรื่องก็จบลงโดยไม่มีข้อสรุป เสิ่นเจียอวี้จึงยอมรามือ
แต่จู้กุ้ยผินกลับไม่รู้จักสำนึก
พอแยกย้ายกันแล้ว ยังอุตส่าห์เข้ามาหาเรื่องอีก
หากยังปล่อยนางไปอีก เสิ่นเจียอวี้ก็คงไม่ใช่เสิ่นเจียอวี้แล้ว
เสิ่นเจียอวี้มองนางด้วยแววตาเย็นชา “จู้กุ้ยผิน ข้าเห็นเจ้าดูไม่พอใจยิ่งนัก ใช่หรือไม่?”
เมื่อถูกนางตวาดถามเสียงเข้ม จู้กุ้ยผินก็รู้สึกเสียหน้า แววอับอายวาบผ่านดวงตา
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางกัดฟันกล่าวกลับกลอกโยนความผิดให้ผู้อื่น “เจาอี๋เหนียงเหนียง ท่านจดจำแค้นหม่อมฉัน เพราะคำพูดของหม่อมฉันเมื่อครู่หรือเพคะ? แต่สิ่งที่หม่อมฉันกล่าวล้วนเป็นความจริง ฝ่าบาททรงโปรดปรานท่านเพียงผู้เดียว เหล่าพระสนมในวังหลังคนอื่น ๆ ไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เข้าเฝ้า นี่ผิดธรรมเนียมบรรพชนโดยสิ้นเชิง! อีกทั้งเจาอี๋เหนียงเหนียงก็ไม่ได้ทำหน้าที่พระสนม คอยทัดทานฝ่าบาท กลับยึดครองฝ่าบาทไว้...”
