ไทเฮาเสิ่นตรัสต่อว่า “แม้ข้าจะประทับอยู่ในตำแหน่งสูงส่ง ทว่าก็ชราภาพแล้ว ไม่อาจคอยกังวลแทนเจ้าได้ทุกเรื่อง เรื่องบางอย่างเจ้าต้องประสบพบเจอด้วยตนเอง จึงจะตั้งตัวได้ อาอวี้ คำพูดเหล่านี้ของข้า เจ้าเข้าใจหรือไม่”
เสิ่นเจียอวี้ยิ้มน้อย ๆ แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “เสด็จป้า อาอวี้เข้าใจเพคะ หากหลบอยู่ใต้ปีกของเสด็จป้าไปนานวัน อาอวี้ก็จะเป็นเพียงเด็กน้อยที่ไม่รู้จักเติบโตไปตลอด จำต้องผ่านโลกขัดเกลาจิตใจ จึงจะสร้างหนทางของตนขึ้นมาได้”
เมื่อได้ฟังนางกล่าวเช่นนี้ ใบหน้าของไทเฮาเสิ่นก็เผยความปลื้มใจ
“เมื่อเจ้ามีปณิธานเช่นนี้ ก็จงลงมือแสวงหาหนทางของตน เรื่องจุกจิกในวังเหล่านี้ ข้าจะยังไม่เข้าไปยุ่ง แต่หากผู้ใดกล้าคิดเอาชีวิตเจ้า ข้าจะไม่ละเว้นนางเด็ดขาด”
ถ้อยคำนี้ย่อมเป็นหลักประกัน
และยังเป็นกำลังใจให้เสิ่นเจียอวี้
นี่คือการบอกนางว่า เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในวังเหล่านี้ เจ้าจงช่วงชิงด้วยตนเอง เสด็จป้าจะไม่ยื่นมือเข้าไปสอด
แต่หากมีผู้ใดคิดเอาชีวิตเจ้า เสด็จป้าก็จะเอาชีวิตนาง
เสิ่นเจียอวี้กล่าวอย่างจริงจังว่า “เสด็จป้า โปรดเชื่ออาอวี้เถิด บุตรีตระกูลเสิ่นย่อมไม่ด้อยกว่าใคร แต่ก่อนบารมีของจวนเจิ้นกั๋วกงมีเสด็จป้ากับท่านพ่อคอยค้ำจุน ต่อจากนี้อาอวี้เต็มใจสานต่อเกียรติยศของจวนเจิ้นกั๋วกงเพคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของไทเฮาเสิ่นก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
หากก่อนหน้านี้เป็นความรักและสงสารที่มีต่อคนรุ่นหลัง หลังเสิ่นเจียอวี้กล่าวจบ กลับกลายเป็นความรู้สึกอีกอย่างที่ยากจะอธิบาย
ไทเฮาเสิ่นทอดพระเนตรนางอยู่นาน ก่อนรับสั่งว่า “ดี”
ระหว่างที่สองป้าหลานกำลังสนทนากัน จู่ ๆ นางกำนัลก็เข้ามารายงานว่า “สิ่งของที่ไทเฮามีรับสั่งให้จัดเตรียมไว้ ครบถ้วนแล้วเพคะ”
