สุรเสียงบุรุษเย็นเยียบดุจเกล็ดน้ำแข็งแตก ทุกถ้อยคำแผ่ไอหนาวเหน็บประหนึ่งน้ำค้างแข็งซึมซ่านไปทั่วร่าง
เขากำลังพิโรธอย่างหนัก
ครั้นตระหนักได้เช่นนั้น สีหน้าของชีหรงหัวก็พลันซีดเผือด
นางรีบวางลูกแกะสลักซ้อนชั้นงาช้างลง แล้วคุกเข่าขออภัย “ฝ่าบาทโปรดประทานอภัย”
แม้ในใจจะหวาดกลัว ชีหรงหัวก็ยังรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอยู่หลายส่วน
ก็แค่ลูกแกะสลักซ้อนชั้นลูกหนึ่ง มีไว้ให้ผู้คนชื่นชมเล่น นางเพียงหยิบขึ้นมาดู ฝ่าบาทถึงกับต้องตำหนินางเพียงนี้เชียวหรือ?
หรือว่านางยังสู้สิ่งไร้ชีวิตชิ้นหนึ่งไม่ได้?
ยิ่งคิด ชีหรงหัวก็ยิ่งรู้สึกขมขื่นในใจ
สีหน้าเพ่ยเยี่ยนไม่น่ามองอย่างยิ่ง เขาตวาดเสียงเข้ม “ออกไป”
กว่าจะได้เข้ามา ชีหรงหัวจะยอมจากไปง่าย ๆ ได้อย่างไร นางรีบเงยหน้าขอร้อง “ฝ่าบาท...”
แววตาของเพ่ยเยี่ยนลึกล้ำมืดครึ้ม ประหนึ่งสระน้ำเย็นยะเยือกที่มีอายุนับพันปี
เมื่อสบเข้ากับสายตาของเขา ชีหรงหัวก็สะท้านเยือก ไม่กล้ารั้งรออีก จึงได้แต่ถอยออกไป “หม่อมฉันทูลลา”
เมื่อคนจากไปแล้ว เพ่ยเยี่ยนจึงหยิบลูกแกะสลักซ้อนชั้นมาวางลงบนถาดไม้จันทน์ม่วงดังเดิม
*
ตำหนักหย่งซิน
ชีหรงหัวกลับมาอย่างใจลอย ก่อนจะเอนกายอย่างอ่อนแรงบนตั่งนุ่ม
เสวี่ยจู๋เห็นท่าทางห่อเหี่ยวของนาง ก็อดถามไม่ได้ “หรงหัว เมื่อครู่นี้เกิดเรื่องใดขึ้นที่ตำหนักเซวียนเจิ้ง เหตุใดจู่ ๆ ท่านจึงออกมาเล่า?”
ขอบตาของชีหรงหัวแดงก่ำ “ฝ่าบาททรงตำหนิข้าเสียยกใหญ่”
เสวี่ยจู๋ตกตะลึง “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้?”
ใบหน้างดงามอ่อนหวานของชีหรงหัวมีร่องรอยเศร้าสลด “ข้าเพียงหยิบลูกแกะสลักซ้อนชั้นบนโต๊ะทรงพระอักษรมาเล่น แล้วเอ่ยปากว่าฝีมือช่างแกะสลักไม่ดี ฝ่าบาทก็ทรงกริ้วใหญ่โต ไม่ให้ข้าคอยปรนนิบัติอีก”
