บทที่ 1 ไฟมรณะนำพาการเกิดใหม่
"ไฟไหม้!"
"ลี่หมิน เฉิงซิ่น มาช่วยดับไฟเร็ว"
"จิ้นจง เสวียอี้ มาช่วยแม่ด้วย"
"แค้ก ๆ ชุนจือ เซี่ยจือ..."
บ้านสังกะสีหลังเล็กอัดแน่นด้วยขยะ เปลวไฟลามเลียไปตามกองขยะอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ลุกลามถึงข้างเตียง ในห้องมีควันหนาแน่น ความร้อนแผดเผา
จางกุ้ยอิงที่เป็นอัมพาตล้มป่วยอยู่บนเตียง โดนควันจนน้ำตาไหลพราก ไอไม่หยุด ร้องเรียกชื่อลูก ๆ ด้วยเสียงสุดแรงขอความช่วยเหลือ
ประตูห้องปิดสนิท
ด้านนอกไม่มีวี่แววการตอบสนองใด ๆ
อากาศเบาบาง
จางกุ้ยอิงรู้สึกว่าตัวเองจะขาดใจตายเพราะสูดควัน
เธอดิ้นรนกลิ้งลงจากเตียง ลากขาที่ขยับไม่ได้ทั้งสองข้าง หลับตากระแอมไอไปคลานไปที่ประตู ร่างกายแก่ชราทำอะไรได้เชื่องช้า เทียบกับเปลวไฟที่ลามอย่างรวดเร็วไม่ติดเลย
ขากางเกงติดไฟ
แต่จางกุ้ยอิงกลับไม่รู้สึกเจ็บ
จนกระทั่งเปลวไฟลามถึงเอว เธอถึงรู้สึกเจ็บแสบร้อน จางกุ้ยอิงเจ็บจนกลิ้งไปมาบนพื้น
ประตูห้องอยู่ตรงหน้า
จางกุ้ยอิงพยายามสุดชีวิตไขว่คว้าลูกบิดประตู แต่ด้วยความที่เป็นอัมพาตยืนไม่ขึ้น ลูกบิดที่สูงกว่าเมตรหนึ่งจึงกลายเป็นเครื่องหมายแห่งความตาย
ควันหนาแน่น
ในที่สุดจางกุ้ยอิงก็ถูกเผาจนกลายเป็นคบเพลิง
หลังจากความทรมานอย่างที่สุด จางกุ้ยอิงลอยตัวออกจากร่าง เห็นร่างของตัวเองถูกเปลวไฟกลืนกินต่อหน้าต่อตา
เธอตายแล้ว
จางกุ้ยอิงรู้สึกปลดปล่อย แต่เมื่อนึกถึงลูก ๆ ก็เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
วิญญาณลอยออกจากบ้านสังกะสี อยากพบหน้าลูก ๆ เป็นครั้งสุดท้าย จางกุ้ยอิงลอยไปเรื่อย ๆ ลอยมาถึงปากทาง เห็นลูกชายคนโตกับภรรยาและลูกสาวคนที่สองที่มาส่งข้าว ดวงตาพร่ามัวก็สว่างวาบขึ้นมาในทันที
"ควันโขมงเลย ไฟไหม้รึเปล่า" จ้าวชุนจือมองไปทางที่ไฟไหม้ แล้วตบต้นขาตัวเองดังฉาด "ทางนั้นบ้านสังกะสีแม่นี่"
พูดแล้วก็จะวิ่งไปทางบ้านสังกะสีทันที
จ้าวลี่หมินคนโตกับเฉินเป่าจูภรรยาสบตากัน แววตาวาววับ แล้วก็รีบคว้าแขนของจ้าวชุนจือไว้ "ชุนจือ เธอดูผิดแล้ว ไม่ใช่บ้านแม่ไฟไหม้หรอก"
"ฉันจะดูผิดได้ยังไง..."
"ปล่อยนางเถอะลี่หมิน อย่าขัดขวางลูกสาวกตัญญูคนที่สอง"
เฉินเป่าจูผลักจ้าวลี่หมินหนึ่งที พูดเสียดสี "ไฟใหญ่ขนาดนี้ ไม่รู้ว่าข้างในคนถูกเผาจนเป็นยังไงแล้ว ถ้าไฟไหม้บ้านสังกะสีแม่เราจริง ก็ดีเลย จะได้ให้บ้านรองรับแม่ไปดูแลที่บ้าน ทำหน้าที่กตัญญูให้เต็มที่"
จ้าวชุนจือโพล่งออกมา "พี่สะใภ้พูดบ้าอะไร แม่เรามีลูกชายสี่คน จะมาให้ฉันที่เป็นลูกสาวแต่งออกไปแล้วดูแลได้ยังไง"
"ตอนนี้ก็นึกได้แล้วรึว่าเป็นลูกสาวที่แต่งออกไป ตอนแบ่งเงินแบ่งสมบัติทำไมไม่มีสำนึกนี้ล่ะ"
"ฉันเป็นลูกสาวแม่ เงินของแม่ก็ควรจะมีส่วนของฉันด้วย"
เฉินเป่าจูเดือดดาลขึ้นมาทันที ชี้หน้าจ้าวชุนจือด่าอย่างหยาบคาย "หน้าด้านไร้ยางอาย กล้าดียังไงพูดแบบนี้ ข้อดีแกเอาหมด ความรับผิดชอบไม่ยอมแบ่งเลยสักนิด... มีลูกสาวแบบนี้ แม่ซวยแปดชาติตาย"
จ้าวชุนจือปัดมือเฉินเป่าจู "แกจะชี้ทำไม แกก็ไม่ใช่คนดีอะไร อย่าคิดว่าฉันไม่รู้ ตั้งแต่แม่เป็นอัมพาต แกกับพี่ใหญ่ก็ได้แต่หวังให้แม่ตาย"
ไม่มีคนนอกอยู่ เฉินเป่าจูเลยไม่สนใจอะไรแล้ว "กล้าพูดมั้ยว่าในใจแกไม่ได้คิดอย่างนี้"
จ้าวชุนจือพูดไม่ออก
ปีนี้แม่อายุ 87 แล้ว เดิมทีอาศัยเก็บขยะขายกับจ้าวเซี่ยจือลูกสาวคนเล็กเช่าห้องอยู่ในเมือง ก็ไม่ต้องให้พวกเขาดูแล
สามเดือนก่อน หญิงชราถูกรถชนเอวหัก เป็นอัมพาตล้มป่วยบนเตียง เดิมทีเธอไม่อยากจะยุ่ง แต่คนขับรถที่ชนเพื่อไม่ต้องรับผิดทางอาญา เลยจ่ายเงินสามล้านไกล่เกลี่ยส่วนตัว
เงินสามล้านนี้พวกเขาพี่น้องหกคนแบ่งกันเท่า ๆ กัน
พอแบ่งเงินแล้วก็ต้องดูแลแม่
พี่น้องหกคนปรึกษากัน พาแม่กลับบ้านเกิด สร้างบ้านสังกะสีเล็ก ๆ ขึ้นมาหลังหนึ่ง ผลัดกันดูแลคนละวัน ๆ
หญิงชราไม่มีรู้สึกตั้งแต่เอวลงไป ขับถ่ายไม่รู้ตัว
จ้าวชุนจือเคยเปลี่ยนผ้าอ้อมให้แม่สองสามครั้ง สะอิดสะเอียนจนอาเจียนออกมาตอนนั้นเลย
ตอนแรกก็คิดว่าแม่อัมพาตอยู่บนเตียงคงอยู่ได้ไม่นาน ใครจะรู้ว่าโชคชะตาทำไมถึงแข็งแกร่งนัก สามเดือนแล้วยังกินดีอยู่ดีนอนหลับสบาย
จ้าวชุนจือในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
คนแก่บ้านอื่นพอป่วยหนัก กลัวจะเป็นภาระให้ลูกหลาน ก็หาซื้อยามากินเอง แต่แม่นางกลับอายุปูนนี้แล้วยังไม่อยากตาย พร่ำเพรียกแต่จะสร้างปัญหาให้ลูก
คิดในใจอย่างนี้ แต่ไม่กล้ายอมรับ
ตอนนี้ถูกเฉินเป่าจูเปิดเผยความคิดในใจ จ้าวชุนจือก็โกรธจนอาย จ้าวลี่หมินเห็นทีท่าทั้งสองไม่ดี ก็ทำหน้าดุแยกทั้งสองออก "ทะเลาะอะไรกัน กลัวเพื่อนบ้านไม่ได้ยินรึไง"
พี่สะใภ้กับน้องสะใภ้เหลือบตามองกันด้วยความโกรธ แล้วเบือนหน้าหนี
ทั้งสามคนยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความเข้าใจตรงกันโดยไม่นัดหมาย ข้าวก็ไม่ไปส่งแล้ว เห็นเปลวไฟยิ่งลุกสูงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องดับไฟอีกเลย
จางกุ้ยอิงน้ำตาไหลพราก
เธอใช้ชีวิตอย่างสุดกำลังช่วยเหลือลูก ๆ ยามที่ต้องออกเงินก็ออกเงิน ยามที่ต้องออกแรงก็ออกแรง ไม่เคยอิดเอื้อนเลยสักครั้ง
ลูกชายคนโตแต่งงาน เธอควักเงินเก็บทั้งหมดให้ค่าสินสอดห้าร้อย จัดหาสามสิ่งที่หมุนได้หนึ่งสิ่งที่ส่งเสียง
หลังแต่งงาน สองสามีภรรยาคนโตก็มากินมาอยู่ที่บ้าน จางกุ้ยอิงไม่เคยให้พวกเขาควักเงินค่าครองชีพเลยสักบาท ยังควักเงินให้ทุกเดือนเพื่อให้พวกเขาเลี้ยงลูก
แล้วก็เฉินเป่าจู
นางแต่งงานกับคนโตมาหลายสิบปี จางกุ้ยอิงไม่เคยโอ้อวดอำนาจแม่สามีต่อหน้านางเลยสักครั้ง ทุกครั้งที่มาบ้านก็ดูแลเอาใจใส่อย่างดี
จ้าวชุนจือคนที่สอง ที่บ้านสามีดูถูกผู้หญิงยกย่องผู้ชาย เพื่อที่จะมีลูกชาย ข้างหน้าเกิดลูกสาวสามคน นางแบกรับแรงกดดันมหาศาลจากลูกชายและลูกสะใภ้ ช่วยเลี้ยงหลานสาวสามคนจนโต
แต่ตอนนี้
ไอ้พวกอกตัญญูทั้งหลาย รู้ชัดว่าเธอขาใช้การไม่ได้ แต่กลับมองดูเธอติดอยู่ในทะเลเพลิง อยากให้เธอตายเร็ว ๆ
เปลวไฟใหญ่พัดหลังคาปลิว เปลวไฟพุ่งสู่ท้องฟ้า
จ้าวลี่หมินแน่ใจแล้วว่าช่วยคนไม่ได้แล้ว รีบสาวเท้าสามก้าวรวมเป็นก้าวเดียววิ่งเข้าไป ตะโกนเสียงดัง "ใครก็ได้ ใครก็ได้ ไฟไหม้ ดับไฟด้วย"
จ้าวชุนจือดูจนงงไปหมด
เฉินเป่าจูผลักนางหนึ่งที "ยังยืนงงอะไรอยู่ ไปบอกคนที่สามที่สี่ที่ห้าที่หกเร็ว"
จ้าวชุนจือออกวิ่งทันที
ชาวบ้านที่ได้ข่าววิ่งมาเห็นเปลวไฟที่พุ่งสู่ท้องฟ้าจากที่ไกล ๆ
จ้าวเฉิงซิ่นคนที่สามโต้ตอบเร็วที่สุด คุกเข่าลงกับพื้นทันที จางเสียภรรยาคนที่สามเหลือบตาไปมา คิดได้ว่าถ้าคุกเข่าก็ไม่ต้องไปดับไฟ ก็เลยคุกเข่าตามไปด้วย
จ้าวจิ้นจงคนที่สี่แอบโกรธคนที่สามที่หัวไว รีบจูงมือภรรยาคุกเข่าลงร้องห่มร้องไห้ตาม
พวกเขาหลายคนเอาแต่ร้อง ไม่ยอมไปดับไฟ
จางกุ้ยอิงริมฝีปากสั่นระรัว ร่างกายสั่นไปหมด
ภรรยาคนที่สามมาจากบ้านนอก ในเมืองไม่มีงานทำ เป็นเธอที่เกษียณตัวเอง ยกงานให้ภรรยาคนที่สาม อีกทั้งยังช่วยพวกเขาเลี้ยงลูกชายฝาแฝดจนโต
จ้าวจิ้นจงคนที่สี่ ตอนหนุ่ม ๆ ใจร้อนมุทะลุ เคยทำร้ายคนจนบาดเจ็บสาหัสเพราะภรรยา เธอก็เป็นคนควักเงินเก็บทั้งหมดออกมา คุกเข่าขอร้อง ฝ่ายนั้นถึงยอมเซ็นยอมความ
ต่อมาจ้าวจิ้นจงอยากทำธุรกิจ เธอก็เป็นคนเอารายได้จากการขายของมาออกทุนให้ ช่วยให้เขาพลิกชีวิตได้
แต่ตอนนี้
พวกเขาก็จ้องมองดูเธอตาย
จางกุ้ยอิงช่างเกลียดนัก
ใคร ๆ ก็ว่าลี้ยงลูกเพื่อกันไว้ตอนแก่ เธอกันอะไร?
ลูกหกคน มีแค่จ้าวเสวียอี้คนที่ห้ากับจ้าวเซี่ยจือคนที่หกที่พยายามหาเครื่องมือมาดับไฟอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ไฟใหญ่ขนาดนี้ จะดับได้ยังไง
"ครืน!"
เสียงดังสนั่น
บ้านสังกะสีถล่มลงมาอย่างดังสนั่น
วิญญาณของจางกุ้ยอิงถูกพลังมหาศาลดูดกลืนไปในทันที
...
รู้สึกตัวอีกที ก็ถูกคนปลุกให้ตื่น
ยังไม่ทันลืมตาก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยของจ้าวจิ้นจงคนที่สี่
"แม่ จะนอนอยู่ทำไมอีก"
"ร้อนใจจนจะตายแล้ว สองทุ่มแล้ว แม่ยายผมยังรออยู่ที่โรงพยาบาลให้แม่ไปดูแลนะ"
"เมื่อวานแม่ก็ไปสาย หมิงอวี้บ่นใส่ผมยกใหญ่... แม่ เรื่องของผมแม่ช่วยใส่ใจหน่อยได้มั้ย? การแต่งงานของผมกับหมิงอวี้จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการทำตัวของแม่ครั้งนี้แล้วนะ"