เธอจากไปแบบนั้นแล้ว
คงไม่กลับมาอีกแล้วสินะ
ก็ดีเหมือนกัน เลิกกับเขาแบบนี้ เธอจะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ
ลู่เฉิงอวิ๋นก้มหน้าลง หลับตาอย่างหมดแรง
หัวใจปวดหนึบเป็นระลอก
หร่วนอวี้รับสาย อีกฝ่ายก็โวยวายใส่ทันที “ทำไมจู่ ๆ ลู่เฉิงอวิ๋นถึงลงไม้ลงมือ เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ส่งที่อยู่สถานีตำรวจมาให้ฉัน เดี๋ยวรีบไป!”
หร่วนอวี้บอกที่อยู่กับเขา
จากนั้นเธอก็ได้ยินเสียงระบบนำทางจากเครื่องเสียงในรถ อันไป่หยวนขึ้นรถแล้ว
เด็กหนุ่มสบถพึมพำ “ยังดีที่วันนี้ไม่ได้ดื่มเหล้า อีกยี่สิบนาทีฉันถึง บอกตำรวจว่าอย่าแตะต้องลู่เฉิงอวิ๋น!”
หร่วนอวี้พูดอย่างจนปัญญา “นี่มันปักกิ่ง ไม่มีใครทรมานเขาหรอก”
อันไป่หยวนยังไม่วางสาย รอจนรู้เรื่องราวชัดเจนถึงค่อยถอนหายใจโล่งอก “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรแล้ว ฉันจะเรียกทนายไปจัดการ”
“แต่หลี่เว่ยเซิ่งยังไม่ฟื้นเลย บ้านเขาฐานะดีมาก ครอบครัวต้องเอาเรื่องแน่ ตำรวจบอกว่าถ้าอาการหนักอาจถูกควบคุมตัวทางอาญา” หร่วนอวี้เป็นห่วงว่าลู่เฉิงอวิ๋นจะได้รับผลกระทบ
อันไป่หยวนหัวเราะอย่างขุ่นเคือง “ต่อให้บ้านหลี่เว่ยเซิ่งรวยแค่ไหน ก็ใช้อำนาจค้ำฟ้าสู้ตระกูลเราได้หรือไง? รออยู่ตรงนั้นแหละ ฉันจะไปจัดการมันเดี๋ยวนี้”
ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร ขอแค่พี่ชายเขาเป็นฝ่ายลงมือ คนผิดก็ต้องเป็นอีกฝ่ายแน่นอน!
ความลำเอียงแบบไม่มีเหตุผลของอันไป่หยวนทำให้หร่วนอวี้รู้สึกปลอดภัยขึ้นมาก ทนายกับอันไป่หยวนมาถึงไล่เลี่ยกัน
หร่วนอวี้นึกว่าจะมีมาแค่คนเดียว แต่กลับมีทนายสวมสูทเรียบร้อยมาถึงสี่คน เดินตามหลังอันไป่หยวนราวกับกำลังจะบุกสถานีตำรวจ
