หร่วนอวี้ถึงได้ยิ้มออกมา ก่อนจะโผเข้าไปหาเขา เธอคุกเข่าลงตรงหน้าเขา ปัดหน้าม้าที่ปรกหน้าผากออก แล้วหยิบแผ่นมาสก์หน้าออกมา แปะลงบนใบหน้าเขาอย่างทะนุถนอม
สัมผัสเย็นเฉียบ แถมยังเหนียวหนึบ
ลู่เฉิงอวิ๋นขมวดคิ้วด้วยความทรมาน
หร่วนอวี้แตะหว่างคิ้วเขาเบา ๆ พลางอบรมว่า “ตอนพอกหน้าอย่าขมวดคิ้วสิ เดี๋ยวก็มีริ้วรอยหรอก”
ลู่เฉิงอวิ๋นถามเธอ “ทำไมต้องพอกหน้าด้วย?”
หร่วนอวี้เกลี่ยรอยย่นบนใบหน้าเขาให้เรียบไปพลางอธิบายไปพลาง “ช่วยให้ผิวขาวขึ้นไง ช่วงหลายเดือนมานี้คุณทำงานอยู่ข้างนอกจนผิวคล้ำไปเยอะ พนักงานบริษัทใหญ่เอาแต่นั่งหน้าคอมพิวเตอร์กันทุกวัน ผิวต้องขาวอยู่แล้ว จะปล่อยให้คนอื่นหัวเราะว่าคุณเป็นหัวหน้าผิวคล้ำได้ยังไงล่ะ”
ท้ายประโยคของหร่วนอวี้เจือเสียงหัวเราะ
ลู่เฉิงอวิ๋นจนใจ “คล้ำขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เขาแทบไม่ค่อยส่องกระจก จึงไม่ค่อยใส่ใจรูปลักษณ์ของตัวเองนัก
หร่วนอวี้คิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนตอบ “ก็ไม่เท่าไรนะ คล้ายกู่เทียนเล่ออยู่นิดหน่อย แต่หน้าคุณดูดุจริง ๆ ฉันกลัวเพื่อนร่วมงานจะคิดว่าคุณเข้าถึงยาก”
ลู่เฉิงอวิ๋นไม่ใส่ใจ “ทำงานก็ดูที่ความสามารถ ไม่ได้ดูหน้าตาสักหน่อย”
“ทำไมจะไม่ดูล่ะ? ถ้าคุณทำหน้าดุเกินไป อารมณ์ตอนทำงานของลูกน้องก็พลอยเสียไปด้วยนะ” หร่วนอวี้ว่า “ถ้าลูกค้าที่มาวาดรูปกับฉันทำหน้าดุ ฉันก็วาดไปใจสั่นไปเหมือนกัน”
หว่างคิ้วลู่เฉิงอวิ๋นขยับเล็กน้อย เขาถามว่า “มีใครมาหาเรื่องคุณด้วยเหรอ?”
เดือนที่ผ่านมาเขาไม่ได้ไปส่งข้าวกลางวันให้เธอเลย จึงไม่รู้ว่าเธอเจอเรื่องแบบนั้นหรือเปล่า
