ที่จริงคำที่เจ้าของร่างเดิมใช้คือหมีตัวใหญ่
แต่หร่วนอวี้คิดว่าคำนี้ฟังดูไม่น่าฟังเอาเสียเลย
จึงเปลี่ยนไปใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกันแทน
ใครจะคิดว่าลู่เฉิงอวิ๋นผู้มักเงียบกริบยอมให้เธอด่า จู่ ๆ ก็สั่นสะเทือนในอก ก่อนเสียงหัวเราะกลั้นต่ำ ๆ จะดังขึ้น
ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ชวนขบขันมาก
หร่วนอวี้รู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่น
เธอผลักลู่เฉิงอวิ๋นอย่างแรง แล้วพูดอย่างดุดันว่า “หัวเราะอะไร! คุณนี่มันหมีแพนด้าตัวใหญ่ชัด ๆ!”
ลู่เฉิงอวิ๋นยิ่งหัวเราะหนักกว่าเดิม
เขาพิงหมอน แขนท่อนหนึ่งพาดหน้าผาก เหยียดขาที่ยาวออกไปข้างหนึ่งแล้วงออีกข้าง อกสั่นไหวถี่รัว หัวเราะจนไร้เสียง แต่กลับดังกว่าการหัวเราะออกมาจริง ๆ
หร่วนอวี้ถูกหัวเราะเยาะ จึงถลึงตาใส่เขาอย่างขุ่นเคือง
เธอลงจากเตียงเท้าเปล่าด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ปิดไฟแล้ววิ่งกลับเข้าไปด้านในเตียงอย่างกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะคลุมโปงอย่างขุ่นข้องหมองใจ
ในความมืด
ลู่เฉิงอวิ๋นนอนตะแคงมองเธอ
โรงแรมไม่มีหน้าต่าง ไม่อย่างนั้นภายใต้แสงจันทร์ที่สว่างขนาดนี้ คงมองเห็นสีหน้าบึ้งตึงของเธอได้แน่
สาวน้อยพูดกับเขาอย่างขุ่นเคืองว่า “ลู่เฉิงอวิ๋น เลิกกันเถอะ คุณหัวเราะเยาะฉัน”
พูดจบเธอก็พลันรู้สึกประหม่า
เธอรู้สึกว่าเมื่อครู่โมโหเกินไป จนพูดคำว่าจะทอดทิ้งพระเอกออกมาเสียแล้ว
ถ้าคำพูดนี้ไปกระทบจุดอ่อนไหวของพระเอกเข้า จะทำยังไงดี?
ที่จริงลู่เฉิงอวิ๋นกลัวหร่วนอวี้จะพูดเลิกกับเขามาก
เขาเคยจินตนาการถึงเรื่องนี้มาหลายครั้ง คิดว่าตัวเองคงรับผลที่ตามมาจากการได้ยินคำสองคำนี้ไม่ไหว แต่พอได้ยินเข้าจริง ๆ กลับรู้สึกว่าเธอน่ารักมาก
