ตอนหร่วนอวี้พูดแบบนั้น ใจเธอแอบรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ก็พยายามไม่ให้สายตาวอกแวก จะได้ดูเหมือนไม่ได้โกหก
ลู่เฉิงอวิ๋นจ้องเธออย่างสงสัย สีหน้ายังมีแววงุนงงอยู่เล็กน้อย “งั้นผมไปเก็บของก่อนนะ”
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เขาก็ยังไม่ลุกขึ้น
ทั้งยังไม่ได้ปลดล็อกเธอออกจากหัวเตียงด้วย
ทั้งสองเพียงจ้องตากันเงียบ ๆ แววตาหวานเชื่อมจนแทบไม่อยากผละจากกันแม้เพียงชั่วขณะ
ลู่เฉิงอวิ๋นกอดเธออีกครั้ง
ดวงตาของเธอช่างสื่อความรักได้เก่งเหลือเกิน
อารมณ์ที่พลุ่งพล่านจนควบคุมตัวเองไม่อยู่และความหวาดหวั่นของชายหนุ่มค่อย ๆ สงบลง
หร่วนอวี้ใช้มือข้างหนึ่งตบไหล่เขาเบา ๆ พลางพึมพำว่า “ลู่เฉิงอวิ๋น ปากฉันเจ็บ” เมื่อกี้เขาเป็นคนกัดเอง
ลู่เฉิงอวิ๋นรีบคลายอ้อมกอดด้วยความกังวล
เขาค่อย ๆ ยื่นมือไปตรวจดูริมฝีปากของเธอว่าบวมหรือแตกตรงไหนหรือเปล่า
เขาไม่กล้าแตะริมฝีปากเธอ แต่ก้มดูอย่างละเอียดแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ “กัดโดนด้านในหรือเปล่า?”
หร่วนอวี้เอียงศีรษะครุ่นคิด “ทั้งสองที่เลย”
“ขอโทษนะ ผมไปเอาผ้าขนหนูอุ่น ๆ มาประคบให้” ลู่เฉิงอวิ๋นพูดพลางจะลุกขึ้น แต่เธอกลับคว้าปกเสื้อเขาไว้ ร่างสูงโน้มลงมาใกล้จนห่างกันเพียงหนึ่งเซนติเมตร
หญิงสาวจ้องริมฝีปากเขาด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ เอ่ยอย่างตั้งใจว่า “แบบนี้ก็น่าจะประคบอุ่นได้เหมือนกันนะ”
สมองของลู่เฉิงอวิ๋นรวนไปอีกครั้ง
หญิงสาวดึงปกเสื้อเขาเบา ๆ ให้ก้มลง ก่อนแนบริมฝีปากเข้ากับเขา สัมผัสอุ่นร้อนส่งผ่านจากจุดที่แตะกัน ชายหนุ่มเบิกตากว้าง
หร่วนอวี้กดริมฝีปากลงบนปากเขาเบา ๆ ลมหายใจแผ่วบางรินรดอยู่ตรงปลายจมูก ทั้งไร้เดียงสาน่ารักและแนบชิดอ้อยอิ่ง
