ฮั่วหมิงซานขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่เคยได้ยินว่าคณะศิลปะรับคนเข้านะ แต่ได้ยินว่าช่วงนี้มีคนจากฐานทัพอื่นมาดูงานและแลกเปลี่ยนความรู้ที่นี่ คณะศิลปะกำลังยุ่งกับการเตรียมการแสดงอยู่”
“ทำไม คุณอยากหางานทำเหรอ?”
ต้วนหานเยว่พยักหน้า “ถามดูก่อน ถ้ามีก็จะลองไปสมัคร”
“ได้ ไม่ต้องรีบร้อน ต่อให้ไม่มีงาน ผมก็เลี้ยงคุณไหว” ฮั่วหมิงซานพูดอย่างมั่นใจ เขาเป็นทหารมาหลายปี ทั้งเงินเบี้ยเลี้ยงตอนออกปฏิบัติภารกิจ เงินรางวัล และเงินเดือนที่ควรได้ แค่เลี้ยงต้วนหานเยว่คนเดียวก็เหลือเฟือแล้ว
ต้วนหานเยว่ไม่ได้พูดอะไร เธอเป็นคนที่ค่อนข้างพิถีพิถันกับคุณภาพชีวิต คนทั่วไปเลี้ยงเธอไม่ไหวจริง ๆ
เรื่องที่ทั้งสองคนจะไปดูบ้านวันนี้ กับเรื่องที่ฮั่วหมิงซานผู้พูดน้อยพาหญิงสาวคนหนึ่งกลับมา แพร่สะพัดไปทั่วเรือนพักครอบครัวทหารอย่างรวดเร็วราวกับมีปีก
ใต้ต้นเอล์มใหญ่ข้างประตูเรือนหมายเลขสาม มีผู้หญิงหลายคนนั่งล้อมวงกันอยู่ พวกเธอถือกระด้ง บ้างก็เย็บพื้นรองเท้า บ้างก็แทะเมล็ดแตง ส่วนอีกพวกก็เป็นแบบหลิ่วปากกว้าง ชอบพูดเรื่องชาวบ้านเป็นชีวิตจิตใจ
หลิ่วปากกว้างมีชื่อเดิมว่าหลิ่วชุนฮวา เพราะปากชอบสอดรู้สอดเห็นและเอาเรื่องชาวบ้านไปเล่าต่อ ใครบ้านไหนมีหม้อใหญ่หรือชามเล็ก หากเธอรู้เข้า คนทั้งเรือนพักก็จะรู้กันหมด
ตอนนี้เธอนั่งอยู่บนม้านั่งเตี้ย ๆ โพกผ้าเหลืองไว้บนศีรษะ ข้างขามีเปลือกเมล็ดแตงกองอยู่เต็มไปหมด
“รู้กันหรือยังว่าวันนี้ผู้บังคับกองพันฮั่วจะพาคนไปดูบ้าน?”
“รู้สิ”
“เมื่อวานผู้บังคับกองพันฮั่วทำเรื่องครึกโครมหน้าเขตฐานทัพขนาดนั้น อุ้มคนเข้ามาต่อหน้าต่อตาผู้คนมากมาย ใครบ้างจะไม่รู้?”
