“ก็ปล่อยให้เธอเป็นความหวังของใครสักคนต่อไปสิ”
ความแค้นในชาติที่แล้ว สักวันย่อมลุกลามมาถึงตัวสยงเหวินซิน
ผู้มาแก้แค้นย่อมมาถึงไม่ช้าก็เร็ว
หนี้เลือดจากดันเจี้ยนทั้งสิบสองแห่งนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะชดใช้ได้ง่าย ๆ
เพียงแต่ซูชิงอวี๋ไม่ได้เลือกเป็นคนลงมือ
เธอวางกระดูกกลับเข้าไปในตัวหมีน้อย จากนั้นก็วางหมีน้อยไว้ในอ้อมกอดของสยงเหวินซิน
ราวกับว่าพ่อยังอยู่เคียงข้างเธอ
บ่ายสามโมง
เฮลิคอปเตอร์ลอยค้างอยู่เหนือสวนบนดาดฟ้า ใบพัดขนาดมหึมาหมุนตัดผ่านท้องฟ้าหม่นมัว ส่งเสียงหึ่งดังสนั่นจนแทบกลบทุกสิ่ง
ดอกไม้ไหวเอน กลีบดอกหลากสีปลิวว่อนไปทั่ว ราวกับดอกไม้ไฟกำลังเบ่งบาน
ตอนตู้อวี๋มาถึง ซูชิงอวี๋กำลังเตรียมปีนบันไดเชือกขึ้นเฮลิคอปเตอร์
สายลมพัดผมดำยาวสลวยราวผ้าแพรของเธอให้ปลิวไสว
“เธอยังจะไปจริง ๆ เหรอ” ตู้อวี๋ยืนอยู่ในเงามืด
ซูชิงอวี๋จับบันไดเชือกไว้ “เห็นได้ชัดอยู่แล้ว”
“เธอบอกว่าจะลองคิดดูก่อนไม่ใช่เหรอ”
“ฉันคิดแล้ว และตัดสินใจว่าจะไป”
ตู้อวี๋เงียบไป
เขายืนนิ่งอยู่ในมุมมืด แววตาหม่นหมอง มือทั้งสองข้างตกลงข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับกำลังเศร้าเสียใจกับเรื่องนี้
“ตั้งแต่แรก ฉันก็ไม่ควรพาเธอเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง” ดวงตาสีชมพูของตู้อวี๋ถูกเงามืดปกคลุม “ฉันควรกินเธอเสีย แทนที่จะคิดให้เธอมาเป็นของเล่นของฉัน”
“ถ้าต่อไปมีคนโชคร้ายมาที่นี่อีกคน นายก็ทำแบบนั้นได้” ซูชิงอวี๋ไม่หันกลับไปมอง เธอปีนบันไดขึ้นไปต่อ
รีบหนีให้ไว
ร่างของตู้อวี๋เบาหวิว เขาก้าวกลางอากาศไปสองสามก้าว แขนเสื้อกว้างพองรับลม ก่อนจะลอยปราดมาอยู่ข้างซูชิงอวี๋ แล้วโอบไหล่เธอไว้ จากนั้นหยิบโทรศัพท์สีชมพูออกมาเปิดกล้องเซลฟี
