สัมผัสนั้นชื้นแฉะเหนียวหนืด ราวกับผิวมือเคลือบด้วยของเหลวข้นเหนียวอีกชั้น
ในความมืดมีเสียงคล้ายสัตว์เลื้อยคลานลากตัวผ่านหนองบึงดังขึ้น
ซูชิงอวี๋รู้สึกหนังศีรษะชาวาบ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เธอรีบชักมือกลับ แล้วถามอย่างสงบว่า “ใคร?”
“ฉันก็คือหัวหน้าของเธอไง” เสียงดังมาจากความมืด อยู่ใกล้ซูชิงอวี๋มาก
เสียงนั้นไม่เหมือนเสียงผู้ชายหรือผู้หญิง ฟังดูประหลาดอย่างยิ่ง
ซูชิงอวี๋ยืนพิงกำแพง อยู่ใกล้ทางเข้าห้อง
เรื่องที่แปลกคือ เมื่อครู่ซูชิงอวี๋ไม่ได้ปิดประตู และไม่ได้ยินเสียงประตูปิด แต่ตอนนี้เธอยืนอยู่ในห้อง กลับมองไม่เห็นแสงสว่างจากทางเดิน
มืดเสียจนยื่นมือไปก็ไม่เห็นนิ้ว
ที่นี่ไม่มีแหล่งกำเนิดแสงใด ๆ ซูชิงอวี๋จึงเหมือนคนตาบอดที่แยกทิศทางไม่ออก
โชคดีที่เธอพาจี้อีฟานเข้ามาด้วย ร่างของเขาแนบอยู่กับแขนของซูชิงอวี๋ แม้จะเย็นเยียบและไม่มีเสียงหายใจ แต่ก็ทำให้รู้สึกอุ่นใจ
ซูชิงอวี๋คลำกระเป๋าด้วยนิ้ว เตรียมหยิบโทรศัพท์ออกมาใช้ส่องทาง
“อย่าเปิดไฟฉาย” เสียงหัวหน้าดังขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นเครือและร้อนรนเล็กน้อย
ซูชิงอวี๋ใจหายวาบ
เธอเพิ่งหยิบโทรศัพท์ออกมาได้แค่มุมหนึ่ง ยังไม่ทันกดเปิดหน้าจอ แถมยังขยับมือเบามาก หัวหน้ารู้ได้อย่างไรว่าเธอจะหยิบโทรศัพท์มาส่องทาง?
เว้นเสียแต่ว่า…หัวหน้าจะมองเห็นได้ในความมืด
“ช่วงนี้พนักงานเป็นอย่างไรบ้าง? ทำงานกันจริงจังหรือเปล่า?”
ซูชิงอวี๋กระแอมเบา ๆ ก่อนเรียบเรียงคำพูดในใจให้ราบรื่น แล้วตอบอย่างไตร่ตรองว่า “โดยรวมถือว่าจริงจังค่ะ แม้พนักงานบางคนจะมีพฤติกรรมอู้งาน แต่เพราะพนักงานคอยจับตาและแจ้งเบาะแสกันเอง พฤติกรรมแบบนั้นจึงลดลงไปมาก”