ยิ่งจวงเสี่ยวเตี๋ยเข้าใกล้เธอมากเท่าไร แสงรอบตัวก็ยิ่งมืดลงเท่านั้น
เปลวเทียนริบหรี่ลุกไหม้อยู่ข้างหัวเตียง ผีเสื้อนอนหมอบอยู่บนฝาครอบแก้วอย่างอ่อนแรง ปีกของมันห้อยตก บดบังแสงไปครึ่งหนึ่ง
ตอนจวงเสี่ยวเตี๋ยนั่งอยู่ปลายเตียง ซูชิงอวี๋มองเห็นเพียงเงาร่างของเธอในความมืด ครั้นอีกฝ่ายขยับมานั่งข้างหัวเตียง ซูชิงอวี๋ก็พบว่าภายในเสื้อผ้าของเธอว่างเปล่า แท้จริงแล้วร่างของเธอประกอบขึ้นจากแสงเทียนริบหรี่กับเงามืด
เธอเลือนรางเสียจนราวกับว่าเพียงเทียนดับ ก็จะพาเธอจากไปได้
บนเส้นผมยังมีผีเสื้อแห้งกรอบตัวนั้นเกาะอยู่
ผีเสื้อยังไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน แสดงว่ายังปลอดภัย
เช้าวันต่อมา แม้จะได้นอนเพียงไม่นาน แต่ผลลัพธ์กลับแทบไม่ต่างจากคืนแรก ซูชิงอวี๋รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเต็มเปี่ยมเช่นเดิม
จวงเสี่ยวเตี๋ยที่อยู่ข้างหัวเตียงหายไปแล้ว
ตรงที่เธอเคยนั่งมีฝุ่นบาง ๆ ทิ้งอยู่ชั้นหนึ่ง
ซูชิงอวี๋ลุกจากเตียง แล้วรีบไปดูสองพี่น้องเวยเวยกับหลี่จื่อที่พักอยู่ในห้องนอนเล็ก
พวกเธอตื่นแล้ว
เทียนในห้องยังคงลุกไหม้อยู่
โบผีเสื้อสีแดงบนศีรษะเวยเวยเอียงไปข้างหนึ่ง เธอนั่งอยู่บนเตียง ห่มผ้าหนาไว้ทั้งตัว จามไม่หยุด
“ฮัดเช้ย—” เวยเวยสูดน้ำมูก “ทำไมฉันถึงเป็นหวัดได้นะ? คืนนี้สามทุ่มยังต้องเล่นละครเวทีอีก”
เธอส่งเสียงโวยวายอยู่ในห้องสองสามคำ ก่อนจะพบว่าเสียงตัวเองแหบพร่า จึงทิ้งตัวนอนตะแคงลงบนเตียงอย่างแทบเสียสติ
“แย่แล้ว ๆ กลับไปคราวนี้ฉันต้องโดนดุแน่”
