พูดจบ เฉาเจี้ยนกั๋วก็หยิบผ้าที่ใช้อุดปากหลินพั่นตี้ขึ้นมา ตั้งใจจะยัดกลับเข้าไป ก่อนส่งลูกสาวคนเล็กของหลินพั่นตี้ไปบนเขา
หลินพั่นตี้เบิกตากว้าง ดวงตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือดฝอย
สมองของเธอหมุนเร็วจี๋ พยายามหาทางรอดให้ตัวเองกับลูก ๆ
เมื่อเห็นเฉาเจี้ยนกั๋วกำลังจะยัดผ้าเข้าไปในปากอีกครั้ง หลินพั่นตี้ก็รีบตะโกนห้าม
“เดี๋ยวก่อน! ฉันมีเงิน! ฉันมีเงินเยอะมาก!”
เฉาเจี้ยนกั๋วเลิกคิ้ว “โอ้? เยอะแค่ไหนล่ะ พูดมาให้ฟังหน่อยสิ ฉันจะได้ดูว่าเงินนั่นพอซื้อชีวิตพวกเธอสามคนได้ไหม!”
ตอนนี้หลินพั่นตี้หมดหนทางจริง ๆ จึงได้แต่สารภาพออกมา
“ฉันเก็บเงินจากคุณชายดำไว้ได้เยอะมาก เดิมทีตั้งใจจะเก็บไว้ทำธุรกิจเองในอนาคต”
“ขอแค่คุณไม่ทำร้ายพวกเราสามแม่ลูก ฉันยอมยกเงินให้คุณ!”
เฉาเจี้ยนกั๋วใจไหววูบ แต่สีหน้ากลับแสดงความดูแคลน
“เธอมีเงินเท่าไร ฉันยังไม่รู้เลย ฉันไม่เชื่อหรอก”
หลินพั่นตี้กัดฟัน ก่อนตัดสินใจประวิงเวลาให้เฉาเจี้ยนกั๋วสงบลงก่อน
“คุณไปดูใต้กระเบื้องแผ่นที่สาม แถวที่สามข้างเตียงเตาได้ ในนั้นมีเงินส่วนหนึ่งที่ฉันซ่อนไว้!”
แววตาเฉาเจี้ยนกั๋ววาววับ เขาคว้าเชือกมามัดลูกสาวคนเล็กของหลินพั่นตี้ แล้วอุดปากเธอด้วย
ก่อนหน้านี้เพราะคิดว่าเด็กผู้หญิงที่เพิ่งหัดเดินคงไม่เป็นอันตราย เขาถึงเกือบถูกเด็กเหลือขอคนนี้กัดจนเนื้อหลุดไปชิ้นหนึ่ง บทเรียนแบบนี้เจอครั้งเดียวก็พอแล้ว
มัดลูกสาวคนเล็กของหลินพั่นตี้เสร็จ เฉาเจี้ยนกั๋วก็ร้อนใจจนรีบยกกระเบื้องขึ้น
เขาหยิบกล่องเหล็กออกมาจากข้างใต้ พอเห็นธนบัตรกับตั๋วกองพะเนินอยู่ข้างใน ก็ลองนับคร่าว ๆ ได้เกือบ 1,000 หยวน
