แต่ผ่านไปหลายนาทีแล้ว ก็ยังไม่มีอะไรวิ่งออกมาจากตรงนั้น
ดูท่าคงไม่มีอันตรายอะไร
เมื่อครู่เธอแค่ระแวดระวังตัวจนประสาทตึงเครียด หลินเสี่ยวเสี่ยวเองก็ได้ยินเสียงร้องเหมือนกัน พอเห็นว่าไม่มีอันตราย จึงถามลู่เย่
“เราไปดูทางนั้นกันไหม เผื่อจะเป็นลูกสัตว์อะไรสักอย่าง”
ลู่เย่พยักหน้า พาหลินเสี่ยวเสี่ยวเดินไปทางนั้น
พอเข้าไปใกล้ ทั้งสองก็เห็นลูกเสือตัวหนึ่งที่ยังไม่ลืมตาอยู่ในรังหญ้าใต้หน้าผา มันคงร้อนใจที่แม่ไม่อยู่ข้างกาย จึงร้องเมี้ยว ๆ ไม่หยุด
หลินเสี่ยวเสี่ยวมองเจ้าตัวน้อย พลางนึกถึงเสือตัวใหญ่ที่ตายไป
เธออดสงสารไม่ได้
ที่แท้เสือตัวใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพวกเขา แต่เป็นเพราะเพิ่งคลอดลูก เมื่อพวกเขาบุกรุกเข้าไปในอาณาเขตของมัน มันจึงปกป้องลูกน้อย
หลินเสี่ยวเสี่ยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะย่อตัวลงอุ้มลูกเสือขึ้นมา
น่าแปลกที่ลูกเสือดูเหมือนจะคิดว่าเธอเป็นแม่ มันจึงหยุดร้อง แล้วซุกไซ้ในอ้อมแขนของหลินเสี่ยวเสี่ยว ก่อนจะขดตัวหาท่าที่สบาย
เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยน่ารัก หลินเสี่ยวเสี่ยวก็รู้สึกใจอ่อนลงเพราะถูกมันถูไถอยู่สองครั้ง
เธอลูบขนนุ่ม ๆ ของมัน แล้วเงยหน้ามองลู่เย่อย่างมีความหวัง
“อาเย่ เราเลี้ยงมันกันเถอะ มันยังไม่ทันลืมตา แม่ก็ตายไปแล้ว ถ้าเราไม่ช่วย มันต้องไม่รอดแน่!”
ลู่เย่ลังเลอยู่บ้าง ไม่ใช่เพราะคิดว่าการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงยุ่งยาก
นี่เป็นลูกเสือนะ พอโตขึ้นมันก็เป็นสัตว์ดุร้ายที่กัดหัวคนขาดได้ในคำเดียว ไม่ใช่ลูกแมวลูกหมาเสียหน่อย!
แต่เมื่อเห็นเจ้าตัวน้อยซุกอยู่ในอ้อมแขนหลินเสี่ยวเสี่ยวอย่างออดอ้อน แล้วมองดวงตาที่เปี่ยมด้วยความหวังและความเอ็นดูของเธอ
